

Quills
รายละเอียดเรื่อง Quills
ในยุคที่ฝรั่งเศสเพิ่งพ้นจากเปลวไฟของการปฏิวัติมาได้เพียงไม่กี่ปี สิ่งที่ทำให้ผู้มีอำนาจหวาดหวั่นที่สุดกลับไม่ใช่คมดาบหรือเสียงปืน แต่คือปลายขนนกของนักเขียนชราคนหนึ่งที่ถูกขังลืมไว้หลังกำแพงหินของโรงพยาบาลชารองตง สถานที่ซึ่งภายนอกดูเหมือนสถานพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยทางจิต แต่ความจริงคือคุกดี ๆ สำหรับบรรดาคนที่สังคมไม่อยากให้มีเสียง บรรยากาศข้างในนั้นทั้งอึมครึม เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยกฎระเบียบอันเคร่งครัดที่พยายามกดทุกความปรารถนาของมนุษย์ให้จมลงใต้ผ้าห่มสีเทา และแล้วแรงกดดันลูกใหม่ก็เดินทางมาถึงพร้อมกับรถม้าของ ดร. รัวยเย-โกลลาร์ด (Dr. Royer-Collard) แพทย์หลวงผู้ถือคำสั่งจากเบื้องบนให้มาปิดปากนักโทษคนสำคัญให้สนิท ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม นักโทษคนนั้นคือ มาร์กีส์ เดอ ซาด (Marquis de Sade) รับบทโดย Geoffrey Rush ชายสูงวัยผู้เคยเป็นขุนนางมาก่อน แต่เวลานี้กลายเป็นตำนานมีชีวิตของงานเขียนอีโรติกที่ทั้งยั่วยวนและท้าทายศีลธรรม เขาไม่ได้มีดาบหรือพรรคพวก แต่มีเพียงอารมณ์ขันอันแหลมคม สายตาซุกซน และจินตนาการที่ไม่เคยแก่ชราตามร่างกาย ตรงกันข้ามกับภาพของคนบ้าที่หลายคนวาดไว้ เขากลับพูดจาฉะฉาน มีเสน่ห์ และเข้าใจหัวใจมนุษย์อย่างน่าประหลาด ส่วนคนที่อยู่ใกล้ชิดเขาที่สุดคือ มาเดอแลง เลอแคลร์ (Madeleine LeClerc) รับบทโดย เคต วินสเล็ต สาวซักผ้าประจำโรงพยาบาลผู้เฉลียวฉลาด ช่างฝัน และหลงใหลในเรื่องเล่ามากกว่าคนไหน ๆ กับบาทหลวงหนุ่มผู้ดูแลโรงพยาบาล อับเบ ดู คูลมิเยร์ (Abbe du Coulmier) รับบทโดย วาคีน ฟีนิกซ์ นักบวชผู้เชื่อในความเมตตาและการบำบัดด้วยความเข้าใจ เขาเห็นผู้ป่วยเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์ที่ต้องล่ามโซ่ เดิมพันของเรื่องค่อย ๆ สูงขึ้นเมื่อ ดร. รัวยเย-โกลลาร์ด รับบทโดย ไมเคิล เคน เริ่มยกระดับมาตรการลงโทษ จากการยึดต้นฉบับ ริบกระดาษและหมึก ไปจนถึงการห้ามใช้ขนนกหรือที่เขาเรียกว่าควิลส์โดยเด็ดขาด ห้ามดื่มไวน์ ห้ามออกจากห้องขัง เพื่อพิสูจน์ว่าคนอย่างเดอ ซาดสามารถถูกดัดสันดานได้ แต่ยิ่งถูกปิดกั้น จินตนาการของมาร์กีส์กลับยิ่งพลุ่งพล่าน เขาหาทางเล่าเรื่องต่อไปด้วยทุกสิ่งที่หาได้ ไม่ว่าจะเป็นถ่านบนผ้าปูที่นอน เลือดบนเสื้อผ้า หรือเสียงเล่าผ่านปากต่อปาก โดยมีมาเดอแลงเป็นผู้ลักลอบส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้นออกไปราวกับเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยความเต็มใจ ขณะที่บาทหลวงหนุ่มก็ต้องยืนอยู่ตรงกลางระหว่างหน้าที่ต่อเบื้องบนกับความเห็นใจต่อทั้งนักเขียนและหญิงสาว ประกอบกับสายตาจับผิดของ มาดาม เลอแคลร์ (Madame LeClerc) ผู้เป็นแม่ของมาเดอแลง รับบทโดย Billie Whitelaw ความทะเยอทะยานของ เดลเบเน่ (Delbené) รับบทโดย Patrick Malahide รวมถึงบรรดาผู้ป่วยอย่าง ซีโมน (Simone) และภรรยาที่ห่างเหินของมาร์กีส์อย่าง เรเน่ เปลาจี (Renee Pelagie) ที่แวะเวียนเข้ามาเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์ยิ่งเปราะบาง สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัวคือมันไม่ได้ขายเพียงความวาบหวิวฉาบฉวย แต่พาผู้ชมไปสำรวจว่าความปรารถนาในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งความรัก ความใคร่ ความอยากได้รับการยอมรับ และความกระหายที่จะเล่าเรื่อง ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ที่ไม่อาจลบออกได้ด้วยกฎหรือกำแพง งานเขียนของเดอ ซาดในเรื่องจึงทำหน้าที่เหมือนกระจกที่สะท้อนด้านที่หลายคนพยายามซ่อนไว้ ความสัมพันธ์ระหว่างมาเดอแลงกับบาทหลวงหนุ่มก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบและเย้ายวน จากความชื่นชมในเรื่องเล่ากลายเป็นแรงดึงดูดที่ทั้งคู่รู้ดีว่าต้องห้าม แต่ก็ไม่อาจห้ามใจ เป็นความอีโรติกที่มาในรูปของสายตา น้ำเสียง และการสัมผัสเพียงแผ่วเบา มากกว่าฉากโจ่งแจ้ง ขณะเดียวกันการดวลคารมระหว่างมาร์กีส์ผู้เชื่อในอิสรภาพของจินตนาการกับหมอผู้เชื่อในระเบียบและศีลธรรม ก็เข้มข้นราวกับเกมจิตวิทยาที่ไม่มีใครยอมใคร นี่คือหนังพีเรียดดราม่าที่มีกลิ่นอายของความอีโรติกแบบวรรณกรรม เหมาะสำหรับคนดูที่ชอบหนังบทสนทนาคม ๆ การแสดงที่ต้องใช้พลังจากแววตาและจังหวะการพูดมากกว่าฉากแอ็กชัน การประชันกันของ Geoffrey Rush ที่ถ่ายทอดทั้งความเจ้าเล่ห์ ความเปราะบาง และความดื้อรั้นของศิลปินปลายชีวิต กับ เคต วินสเล็ต ในบทหญิงสาวผู้ค้นพบตัวเองผ่านเรื่องเล่าต้องห้าม และ วาคีน ฟีนิกซ์ ในบทบาทของชายผู้ศรัทธาที่กำลังสั่นคลอน รวมถึง ไมเคิล เคน ในมาดของผู้คุมกฎอันเยือกเย็น คือหัวใจที่ทำให้เรื่องราวในโรงพยาบาลอับแสงแห่งนี้ทั้งหม่นเศร้า สวยงาม และชวนให้ขบคิด ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่อันตรายกว่าคือจินตนาการที่ไร้ขอบเขต หรือสังคมที่พยายามจะขังมันไว้จนลืมไปว่าแรงปรารถนานั้นไม่มีวันถูกขังได้จริง

