

The Treacherous
รายละเอียดเรื่อง The Treacherous
โชซอนในช่วงรอยต่อของศตวรรษที่สิบหกคือแผ่นดินที่ดูสง่างามที่สุดในสายตาของผู้มาเยือน แต่กลับเปราะบางที่สุดสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ภายในกำแพงวัง ภายนอกนั้นคือระเบียบแบบแผนของขงจื๊อ เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เรียบร้อย พิธีรีตองที่เคร่งครัด และเสียงสวดมนต์ที่ดังแว่วมาจากวัดบนภูเขา แต่เบื้องหลังฉากอันเรียบเย็นนั้นคือราชสำนักที่ยังไม่เคยเยียวยาบาดแผลจากการผลัดแผ่นดิน ความตายของพระพันปีหลวงยังคงเป็นเงาที่ทอดยาวคลุมบัลลังก์ และความทรงจำที่ถูกปิดผนึกไว้กำลังจะกลายเป็นเชื้อไฟ เมื่อมีผู้หยิบผ้าเก่าผืนหนึ่งขึ้นมาเพื่อรื้อฟื้นความแค้น เดิมพันในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงตำแหน่งขุนนางหรือความโปรดปรานชั่วคราว แต่คือความเป็นความตายของตระกูลขุนนางทั้งวัง และทิศทางของอาณาจักรทั้งอาณาจักร ปมทั้งหมดเริ่มต้นจากสองพ่อลูกตระกูลอิมที่เคยรุ่งเรืองแล้วร่วงหล่นจนต้องระหกระเหินออกไปอยู่นอกอำนาจ ผู้พ่ออย่าง ซาฮง (Sa-hong) ที่รับบทโดย ชอนโฮจิน คือขุนนางเก่าผู้เจนจัดในเกมการเมือง รู้ดีว่าความโกรธของกษัตริย์นั้นน่ากลัวกว่าดาบของทหารนับพันเท่า ขณะที่ลูกชายอย่าง อิมซองแจ (Im Sung-jae) ที่รับบทโดย จูจีฮุน คือชายหนุ่มรูปงาม ฉลาด พูดจามีเสน่ห์ และรู้จักวิธีอ่านใจคนได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งคู่เลือกจะกลับเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจด้วยการสะกิดแผลในพระทัยของ พระเจ้ายอนซัน (Prince Yeonsan) ที่รับบทโดย คิมคังอู กษัตริย์หนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ ความเฉลียวฉลาด และความหวาดระแวงที่คุกรุ่นอยู่ลึก ๆ การทูลเล่าความจริงบางส่วนเกี่ยวกับจุดจบของพระราชชนนีจึงไม่ต่างจากการวางหมากตัวแรกบนกระดาน ที่จะปลุกด้านที่ดุดันและปรารถนาอย่างไม่สิ้นสุดของพระองค์ให้ตื่นขึ้น เมื่อไฟแค้นในใจกษัตริย์ถูกจุดติด วังหลวงที่เคยเงียบขรึมก็แปรสภาพเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยสีสัน เสียงหัวเราะ และกลิ่นหอมของสุราชั้นดีในยามราตรี พระราชโองการให้เฟ้นหาหญิงงามจากทั่วแผ่นดินเข้ามาเป็นนางรำ นักดนตรี และนางใน กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้โชซอนทั้งประเทศต้องจับจ้องมาที่ประตูวัง ท่ามกลางหญิงงามนับร้อย มีสองนางที่โดดเด่นจนไม่อาจละสายตา คนแรกคือ ทันฮี (Dan-hee) ที่รับบทโดย อิมจียอน หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามราวกับภาพวาด มีพรสวรรค์ด้านการร่ายรำ และมีแววตาที่ทั้งอ่อนหวานและทะเยอทะยานในเวลาเดียวกัน อีกคนคือ ซอลจุงแม (Seol Jung-mae) ที่รับบทโดย อียูยอง หญิงสาวผู้ได้รับการอบรมมาอย่างดี กิริยานุ่มนวลราวกับผ้าไหม แต่ซ่อนความเด็ดเดี่ยวและความปรารถนาจะลิขิตชีวิตของตนเองเอาไว้ ทั้งสองถูกนำมาฝึกฝนเคี่ยวกรำโดยมี ชางนกซู (Jang Nok-su) นางในคนสนิทของกษัตริย์คอยดูแลอย่างใกล้ชิด โลกในวังของหนังเรื่องนี้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างวิจิตรและเย้ายวนในแบบฉบับหนังพีเรียดเกาหลียุคหลังปี 2010 ที่กล้าพูดเรื่องตัณหาและอำนาจอย่างตรงไปตรงมา ห้องหับที่ประดับด้วยโคมกระดาษสีแดง เสียงพิณเสียงขลุ่ยที่บรรเลงเคล้าเสียงหัวเราะ ชุดฮันบกผ้าโปร่งที่พลิ้วไหวเวลาต้องแสงเทียน ล้วนสร้างบรรยากาศที่ทั้งงดงามและอึดอัดในคราวเดียว ที่นี่ความงามไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือภาษา คืออาวุธ และคือบันได อิมซองแจในฐานะผู้ควบคุมการฝึกฝนหญิงงามจึงกลายเป็นคนสำคัญที่สุด เขาคือทั้งครู ทั้งพ่อสื่อ และทั้งผู้ชมคนแรกที่ได้เห็นการผลิบานของพวกเธอ ความใกล้ชิดในห้องซ้อมที่อบอวลไปด้วยเสียงเพลงและหยาดเหงื่อ ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งเกินกว่าหน้าที่ จนเส้นแบ่งระหว่างผู้ควบคุมเกมกับผู้เล่นเริ่มเลือนราง สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากหนังย้อนยุคทั่วไปคือการค่อย ๆ ปูอารมณ์ของตัวละครเป็นชั้น ๆ อย่างประณีต พระเจ้ายอนซันไม่ได้ถูกนำเสนอให้เป็นเพียงทรราชผู้หลงใหลในกามคุณ แต่เป็นบุรุษผู้โหยหาความรักและการยอมรับอย่างถึงที่สุด ความสัมพันธ์ของพระองค์กับหญิงงามแต่ละคนจึงเต็มไปด้วยทั้งความหลงใหล ความอ่อนโยนในชั่วขณะ และความน่าหวั่นไหวที่คาดเดาไม่ได้ ขณะเดียวกันอิมซองแจเองก็ต้องต่อสู้กับหัวใจของตนเอง ระหว่างความภักดีต่อแผนการของบิดา ความทะเยอทะยานที่อยากกลับมายิ่งใหญ่ และความรู้สึกจริงที่เขามีต่อทันฮีกับซอลจุงแม ความรักสามเส้าที่ก่อตัวขึ้นท่ามกลางม่านมุ้งและแผนการชิงอำนาจจึงทั้งร้อนแรงและรวดร้าว เพราะทุกสัมผัส ทุกคำกระซิบ และทุกรอยยิ้ม ล้วนมีความหมายทางการเมืองซ่อนอยู่เสมอ นี่คือหนังอีโรติกพีเรียดที่ไม่ได้ขายเพียงฉากต้องห้าม แต่ขายบรรยากาศ ความรู้สึก และโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่เอาความปรารถนาไปผูกไว้กับอำนาจ ใครที่ชื่นชอบหนังโชซอนสายเข้มข้นที่เล่าเรื่องการเมืองในวังควบคู่ไปกับเรื่องหัวใจ เต็มไปด้วยงานภาพอันประณีต เครื่องแต่งกายที่วิจิตร และเกมจิตวิทยาระหว่างตัวละครที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างถึงพริกถึงขิง ควรให้โอกาสกับเรื่องนี้สักครั้ง แล้วจะพบว่าความงามในวังหลวงแห่งนี้ทั้งหอมหวานและอันตราย ยิ่งเข้าใกล้บัลลังก์มากเท่าไร ยิ่งต้องแลกด้วยสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้มากขึ้นเท่านั้น

