ตัวอย่าง Scarlet Innocence
Scarlet Innocence

Scarlet Innocence

มาดาม แปงด็อก
★ 6.1/10 2014 111 นาที อีโรติก

รายละเอียดเรื่อง Scarlet Innocence

บางครั้งชีวิตของคนที่น่าเคารพทั้งชีวิตก็ไม่ได้พังทลายเพราะเรื่องใหญ่โต แต่เริ่มจากเรื่องเล็กเท่าห่อผักสดห่อหนึ่งกับรอยยิ้มของหญิงสาวที่เอามาแขวนไว้ให้หน้าประตูบ้านเช่าในเมืองชนบท สำหรับศาสตราจารย์ฮักกยู (Professor Hak-kyu) ของฝากธรรมดานั้นคือรอยแยกแรกของกำแพงที่เขาพยายามก่อขึ้นมาหลังจากต้องทิ้งทั้งชื่อเสียง หน้าที่การงาน และครอบครัวในโซล แล้วหนีมาซ่อนตัวสอนหนังสือเงียบ ๆ ในต่างจังหวัด เขาคิดว่าแค่ก้มหน้าอยู่ให้พ้นสายตาคนก็พอ แต่ความเหงา ความเบื่อ และความต้องการที่จะยังรู้สึกว่าตัวเองมีค่าสำหรับใครสักคน กลับเปิดช่องให้เรื่องต้องห้ามค่อย ๆ แทรกเข้ามา จนกลายเป็นเดิมพันที่จะแลกด้วยทุกอย่างที่เหลืออยู่ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นศักดิ์ศรีของครู ความเป็นสามีและพ่อ หรือแม้แต่อนาคตทั้งหมดของเขาเอง ผู้ชายที่ยืนอยู่กลางปมนั้นคือฮักกยูที่รับบทโดย จองอูซอง ด้วยภาพของอาจารย์มหาวิทยาลัยด้านวรรณกรรมผู้เคยสง่างาม พูดจานุ่มลึก แต่ข้างในกลับพรุนไปด้วยความเย่อหยิ่งและความเปราะบาง เขาไม่ใช่คนเจ้าชู้โดยนิสัย แต่เป็นคนที่ติดกับการได้รับความชื่นชมจนถอนตัวไม่ขึ้น ส่วนอีกฟากคือ ด็อกอี (Deok-ee) หญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ ในหมู่บ้านที่รับบทโดย อีซม เด็กสาวในร่างของผู้ใหญ่ที่โตมากับงานหนักในสวนสนุกเก่า ๆ ของแม่ เธอมองโลกด้วยสายตาตรงไปตรงมา ทั้งดื้อรั้น ใสซื่อ และในขณะเดียวกันก็มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่อยากจะหนีไปจากชีวิตเดิม ๆ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่ได้เริ่มจากแผนการใด ๆ แต่เริ่มจากบทสนทนาเรื่องหนังสือ เรื่องกลอน และการไปมาหาสู่ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นความใกล้ชิดทั้งทางใจและทางกายที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าไม่ควรข้ามเส้น แต่ก็ไม่มีใครยอมเป็นคนถอยก่อน โดยมีคนรอบตัวอย่าง ชองอี (Chung-ee) เพื่อนสาวผู้พิการทางการได้ยิน มิสเตอร์ชเว (Mr. Choi) ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และแม่ของด็อกอี คอยมองอยู่ห่าง ๆ อย่างรู้ทัน โลกของหนังพาคนดูไปอยู่ในเกาหลีช่วงต้นทศวรรษ 2010 ที่ความเจริญในเมืองหลวงกับความหยุดนิ่งของเมืองเล็ก ๆ ตัดกันอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือห้องเลกเชอร์ไม้เก่า มหาวิทยาลัย престижในโซล อพาร์ตเมนต์เรียบเย็นของภรรยาและลูกที่เต็มไปด้วยความเงียบงันของการไม่ให้อภัย อีกฝั่งคือบ้านไม้หลังเล็กกลางทุ่ง ถนนลูกรังที่ต้องปั่นจักรยานผ่านทุกเช้า สวนสนุกร้าง ๆ ที่มีชิงช้าสวรรค์หมุนเอื่อย ๆ กับหมอกจาง ๆ ในฤดูเปลี่ยนผ่าน บรรยากาศแบบนี้เองที่ผู้กำกับสายเมโลดราม่าเกาหลียุคนั้นชอบใช้ เป็นพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความจริงกับความฝัน ที่เสียงลม เสียงแมลง และกลิ่นดินหลังฝนทำให้ทุกสัมผัสอ่อนไหวง่ายกว่าปกติ ทุกฉากจึงดูอบอุ่นในตอนแรก แต่แฝงความอึดอัดเหมือนรู้อยู่แล้วว่าพายุต้องมา โดยเฉพาะเมื่อหนังหยิบเค้าโครงจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง 심청 มาตีความใหม่ให้กลายเป็นเรื่องรักต้องห้ามที่ไม่มีใครบริสุทธิ์จริงสักคน สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากหนังรักต้องห้ามทั่วไปคืออารมณ์ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนอุณหภูมิ จากความอบอุ่นละมุนในช่วงแรกที่เหมือนคนสองคนต่างมาเติมเต็มช่องว่างให้กัน มาสู่ความร้อนแรงของแรงปรารถนาแบบผู้ใหญ่ที่หนังกล้าพูดตรง ๆ ว่าการสัมผัส การสบตา และการยอมเปิดเปลือยความอ่อนแอให้กันนั้นเย้ายวนเพียงใด ก่อนจะทิ้งไว้ด้วยรสขมของความรู้สึกผิดและการหักหลัง ความรักในเรื่องนี้จึงไม่เคยเป็นสีขาวหรือสีดำ แต่เป็นสีแดงหม่น ๆ เหมือนชื่อเรื่อง ที่ทั้งเร่าร้อนและเปื้อนมลทินในเวลาเดียวกัน คนดูจะรู้สึกทั้งเห็นใจและหมั่นไส้ตัวละครไปพร้อมกัน เพราะทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง มีบาดแผลของตัวเอง และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปีให้คนสองคนได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในคราบใหม่ ในเมืองใหม่ ในชื่อใหม่ ความรู้สึกเก่าที่ยังไม่ตายดีก็กลับมาทวงถามว่า สิ่งที่เหลืออยู่ระหว่างกันคือความรัก ความใคร่ หรือหนี้แค้นที่ต้องสะสาง นี่คือหนังอีโรติกดราม่าที่อยากชวนให้ดูด้วยใจนิ่ง ๆ ไม่ใช่แค่เพราะฉากใกล้ชิดที่ถ่ายทอดอย่างสวยงามและเคารพตัวละครในฐานะผู้ใหญ่ที่เลือกเอง แต่เพราะการแสดงที่ละเอียดลึกของจองอูซองที่ถ่ายทอดความเห็นแก่ตัวของผู้ชายวัยกลางคนได้อย่างไม่น่ารังเกียจจนเกินจริง และการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของอีซมที่เปลี่ยนจากหญิงสาวบ้านนาจอมแก่นมาเป็นผู้หญิงอีกคนได้อย่างน่าเหลือเชื่อด้วยแววตาเพียงอย่างเดียว ใครที่ชอบหนังรักเกาหลีสายผู้ใหญ่ที่ปูเรื่องเป็นชั้น ๆ พูดเรื่องศีลธรรมโดยไม่เทศนา และทิ้งความรู้สึกค้างคาให้กลับไปคิดต่อ long after เครดิตขึ้น มาดาม แปงด็อก คือเรื่องที่ควรเปิดใจลองสักครั้ง แล้วจะเข้าใจว่าบางครั้งของเล็ก ๆ อย่างห่อผักหน้าประตูนั้น ก็หนักพอจะเปลี่ยนชีวิตคนไปได้ทั้งชีวิตจริง ๆ

เรื่องนี้คือ Scarlet Innocence

บางครั้งชีวิตของคนที่น่าเคารพทั้งชีวิตก็ไม่ได้พังทลายเพราะเรื่องใหญ่โต แต่เริ่มจากเรื่องเล็กเท่าห่อผักสดห่อหนึ่งกับรอยยิ้มของหญิงสาวที่เอามาแขวนไว้ให้หน้าประตูบ้านเช่าในเมืองชนบท สำหรับศาสตราจารย์ฮักกยู (Professor Hak-kyu) ของฝากธรรมดานั้นคือรอยแยกแรกของกำแพงที่เขาพยายามก่อขึ้นมาหลังจากต้องทิ้งทั้งชื่อเสียง หน้าที่การงาน และครอบครัวในโซล แล้วหนีมาซ่อนตัวสอนหนังสือเงียบ ๆ ในต่างจังหวัด เขาคิดว่าแค่ก้มหน้าอยู่ให้พ้นสายตาคนก็พอ แต่ความเหงา ความเบื่อ และความต้องการที่จะยังรู้สึกว่าตัวเองมีค่าสำหรับใครสักคน กลับเปิดช่องให้เรื่องต้องห้ามค่อย ๆ แทรกเข้ามา จนกลายเป็นเดิมพันที่จะแลกด้วยทุกอย่างที่เหลืออยู่ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นศักดิ์ศรีของครู ความเป็นสามีและพ่อ หรือแม้แต่อนาคตทั้งหมดของเขาเอง

ผู้ชายที่ยืนอยู่กลางปมนั้นคือฮักกยูที่รับบทโดย จองอูซอง ด้วยภาพของอาจารย์มหาวิทยาลัยด้านวรรณกรรมผู้เคยสง่างาม พูดจานุ่มลึก แต่ข้างในกลับพรุนไปด้วยความเย่อหยิ่งและความเปราะบาง เขาไม่ใช่คนเจ้าชู้โดยนิสัย แต่เป็นคนที่ติดกับการได้รับความชื่นชมจนถอนตัวไม่ขึ้น ส่วนอีกฟากคือ ด็อกอี (Deok-ee) หญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ ในหมู่บ้านที่รับบทโดย อีซม เด็กสาวในร่างของผู้ใหญ่ที่โตมากับงานหนักในสวนสนุกเก่า ๆ ของแม่ เธอมองโลกด้วยสายตาตรงไปตรงมา ทั้งดื้อรั้น ใสซื่อ และในขณะเดียวกันก็มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่อยากจะหนีไปจากชีวิตเดิม ๆ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงไม่ได้เริ่มจากแผนการใด ๆ แต่เริ่มจากบทสนทนาเรื่องหนังสือ เรื่องกลอน และการไปมาหาสู่ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นความใกล้ชิดทั้งทางใจและทางกายที่ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าไม่ควรข้ามเส้น แต่ก็ไม่มีใครยอมเป็นคนถอยก่อน โดยมีคนรอบตัวอย่าง ชองอี (Chung-ee) เพื่อนสาวผู้พิการทางการได้ยิน มิสเตอร์ชเว (Mr. Choi) ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และแม่ของด็อกอี คอยมองอยู่ห่าง ๆ อย่างรู้ทัน

โลกของหนังพาคนดูไปอยู่ในเกาหลีช่วงต้นทศวรรษ 2010 ที่ความเจริญในเมืองหลวงกับความหยุดนิ่งของเมืองเล็ก ๆ ตัดกันอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือห้องเลกเชอร์ไม้เก่า มหาวิทยาลัย престижในโซล อพาร์ตเมนต์เรียบเย็นของภรรยาและลูกที่เต็มไปด้วยความเงียบงันของการไม่ให้อภัย อีกฝั่งคือบ้านไม้หลังเล็กกลางทุ่ง ถนนลูกรังที่ต้องปั่นจักรยานผ่านทุกเช้า สวนสนุกร้าง ๆ ที่มีชิงช้าสวรรค์หมุนเอื่อย ๆ กับหมอกจาง ๆ ในฤดูเปลี่ยนผ่าน บรรยากาศแบบนี้เองที่ผู้กำกับสายเมโลดราม่าเกาหลียุคนั้นชอบใช้ เป็นพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างความจริงกับความฝัน ที่เสียงลม เสียงแมลง และกลิ่นดินหลังฝนทำให้ทุกสัมผัสอ่อนไหวง่ายกว่าปกติ ทุกฉากจึงดูอบอุ่นในตอนแรก แต่แฝงความอึดอัดเหมือนรู้อยู่แล้วว่าพายุต้องมา โดยเฉพาะเมื่อหนังหยิบเค้าโครงจากนิทานพื้นบ้านเรื่อง 심청 มาตีความใหม่ให้กลายเป็นเรื่องรักต้องห้ามที่ไม่มีใครบริสุทธิ์จริงสักคน

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากหนังรักต้องห้ามทั่วไปคืออารมณ์ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนอุณหภูมิ จากความอบอุ่นละมุนในช่วงแรกที่เหมือนคนสองคนต่างมาเติมเต็มช่องว่างให้กัน มาสู่ความร้อนแรงของแรงปรารถนาแบบผู้ใหญ่ที่หนังกล้าพูดตรง ๆ ว่าการสัมผัส การสบตา และการยอมเปิดเปลือยความอ่อนแอให้กันนั้นเย้ายวนเพียงใด ก่อนจะทิ้งไว้ด้วยรสขมของความรู้สึกผิดและการหักหลัง ความรักในเรื่องนี้จึงไม่เคยเป็นสีขาวหรือสีดำ แต่เป็นสีแดงหม่น ๆ เหมือนชื่อเรื่อง ที่ทั้งเร่าร้อนและเปื้อนมลทินในเวลาเดียวกัน คนดูจะรู้สึกทั้งเห็นใจและหมั่นไส้ตัวละครไปพร้อมกัน เพราะทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเอง มีบาดแผลของตัวเอง และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปีให้คนสองคนได้กลับมาเจอกันอีกครั้งในคราบใหม่ ในเมืองใหม่ ในชื่อใหม่ ความรู้สึกเก่าที่ยังไม่ตายดีก็กลับมาทวงถามว่า สิ่งที่เหลืออยู่ระหว่างกันคือความรัก ความใคร่ หรือหนี้แค้นที่ต้องสะสาง

นี่คือหนังอีโรติกดราม่าที่อยากชวนให้ดูด้วยใจนิ่ง ๆ ไม่ใช่แค่เพราะฉากใกล้ชิดที่ถ่ายทอดอย่างสวยงามและเคารพตัวละครในฐานะผู้ใหญ่ที่เลือกเอง แต่เพราะการแสดงที่ละเอียดลึกของจองอูซองที่ถ่ายทอดความเห็นแก่ตัวของผู้ชายวัยกลางคนได้อย่างไม่น่ารังเกียจจนเกินจริง และการแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของอีซมที่เปลี่ยนจากหญิงสาวบ้านนาจอมแก่นมาเป็นผู้หญิงอีกคนได้อย่างน่าเหลือเชื่อด้วยแววตาเพียงอย่างเดียว ใครที่ชอบหนังรักเกาหลีสายผู้ใหญ่ที่ปูเรื่องเป็นชั้น ๆ พูดเรื่องศีลธรรมโดยไม่เทศนา และทิ้งความรู้สึกค้างคาให้กลับไปคิดต่อ long after เครดิตขึ้น มาดาม แปงด็อก คือเรื่องที่ควรเปิดใจลองสักครั้ง แล้วจะเข้าใจว่าบางครั้งของเล็ก ๆ อย่างห่อผักหน้าประตูนั้น ก็หนักพอจะเปลี่ยนชีวิตคนไปได้ทั้งชีวิตจริง ๆ

เริ่มรับชม Scarlet Innocence