ตัวอย่าง The Lord of the Rings: The Rings of Power Season 1
The Lord of the Rings: The Rings of Power Season 1

The Lord of the Rings: The Rings of Power Season 1

เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ แหวนแห่งอำนาจ ซีซัน 1

รายละเอียดเรื่อง The Lord of the Rings: The Rings of Power Season 1

หลายพันปีก่อนที่ฮอบบิทตัวเล็ก ๆ จะเดินออกจากไชร์พร้อมแหวนวงหนึ่งในกระเป๋าเสื้อ มิดเดิลเอิร์ธเคยเป็นโลกอีกใบที่กว้างใหญ่กว่า เก่ากว่า และยังไม่ถูกเขียนแผนที่จนครบทุกมุม นี่คือยุคที่สองของโลก หลังสงครามครั้งใหญ่ที่โค่นจอมมารตนแรกได้จบลงไปแล้ว ท้องฟ้าเหนือลินดอนยังเป็นสีทองของใบไม้เอลฟ์ที่ไม่เคยร่วงโรย หุบเขาคาซัดดูมใต้เทือกเขามิสตี้ยังสว่างไสวด้วยตะเกียงและเสียงค้อนของคนแคระ เกาะนูเมนอร์กลางมหาสมุทรยังเรืองรองด้วยเรือใบสีขาวและหอคอยหินอ่อน ขณะที่ทุ่งหญ้าริมทางมีขบวนเกวียนเล็ก ๆ ของพวกฮาร์ฟุตเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบไปตามฤดูกาล ความสงบแบบนี้เองที่ทำให้บรรยากาศของเรื่องทั้งงดงามและน่าระแวงในเวลาเดียวกัน เพราะทุกเมืองต่างเชื่อว่าปีศาจได้ตายไปแล้ว แต่ลมหนาวที่พัดมาจากทิศตะวันออกกลับหอบเอากลิ่นเหล็กไหม้และเสียงกระซิบที่ไม่คุ้นหูมาด้วย ท่ามกลางความสงบจอมปลอมนั้น เราได้รู้จักผู้คนที่อยู่กันคนละขอบแผนที่แต่กำลังจะถูกชะตาเดียวกันดึงเข้ามาหากัน กาลาเดรียล (Galadriel) นักรบเอลฟ์ที่รับบทโดย Morfydd Clark ไม่ได้เป็นราชินีผู้สุขุมอย่างที่คนคุ้นเคยจากหนังไตรภาค แต่เป็นนายกองหัวรั้นที่ยังสลัดภาพสงครามครั้งเก่าไม่ออก เธอออกไล่ล่าร่องรอยของความชั่วร้ายที่ทุกคนบอกว่าไม่มีอยู่จริงจนถูกมองว่าเป็นคนกระหายสงคราม ตัดกับ เอลรอนด์ (Elrond) ที่รับบทโดย Robert Aramayo ซึ่งยังหนุ่มและยังเป็นนักการทูตนักประพันธ์มากกว่าจะเป็นลอร์ดผู้ยิ่งใหญ่ เขาถูกส่งให้ไปช่วยงานลอร์ดเคเลบริมบอร์ (Lord Celebrimbor) ช่างฝีมือเอกแห่งเอเรกิออนผู้ฝันจะสร้างสิ่งที่จะจารึกชื่อของเอลฟ์ไว้ตลอดกาล อีกฟากหนึ่งใต้ภูเขา ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นที่สุดของซีซันคือมิตรภาพระหว่างเอลรอนด์กับดูรินที่สี่ (Durin IV) เจ้าชายคนแคระที่รับบทโดย Owain Arthur และภรรยาของเขา ดิซา (Disa) ที่รับบทโดย Sophia Nomvete ซึ่งทำให้เราเห็นอาณาจักรคนแคระในมุมของครอบครัว ไม่ใช่แค่เหมืองกับเพชรพลอย ในเวลาเดียวกัน เส้นเรื่องของมนุษย์และพวกตัวเล็กก็ค่อย ๆ ขยับเข้ามา ชายหนุ่มปริศนานาม ฮาลแบรนด์ (Halbrand) ที่รับบทโดย Charlie Vickers ถูกช่วยขึ้นมาจากกลางทะเลพร้อมอดีตที่เขาไม่อยากเล่า เขาเป็นคนเถื่อนจากดินแดนใต้ที่ล่มสลาย เป็นพวกที่อยู่ระหว่างการเอาตัวรอดกับการอยากเริ่มต้นใหม่ การเดินทางของเขามาบรรจบกับกาลาเดรียลอย่างไม่ตั้งใจจนกลายเป็นคู่เดินทางที่ทั้งระแวงและต้องพึ่งพากัน ส่วนอีกมุมของแผนที่ เอลานอร์ แบรนดี้ฟุต (Elanor 'Nori' Brandyfoot) ฮาร์ฟุตสาวช่างสงสัยที่รับบทโดย Markella Kavenagh กับเพื่อนรักอย่าง ป็อปปี้ (Poppy Proudfellow) ได้พบกับชายร่างยักษ์ที่ร่วงลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกับอุกกาบาตลูกหนึ่ง เขาพูดไม่ได้ จำอะไรไม่ได้ และถูกเรียกเพียงว่าบุรุษปริศนา (The Stranger) ที่รับบทโดย Daniel Weyman ขณะที่เอลฟ์ยามอย่าง อารอนเดียร์ (Arondir) ซึ่งเฝ้าดูหมู่บ้านมนุษย์ในแดนใต้ก็เริ่มเห็นสิ่งผิดปกติ ทั้งสัตว์ที่หายไป ทั้งพวกออร์คที่กลับมารวมตัวกันในอุโมงค์ใต้ดิน ทุกเส้นเรื่องดูเหมือนแยกกันอยู่ แต่ทุกตัวละครกำลังตั้งคำถามเดียวกันว่าความมืดที่หายไปนานกำลังจะกลับมาจริงหรือไม่ ยิ่งซีซันดำเนินไป เดิมพันก็ยิ่งขยับจากเรื่องส่วนตัวไปสู่ชะตาของทั้งทวีปอย่างช้า ๆ แต่หนักแน่น สิ่งที่เริ่มจากการสืบรอยแผลเก่าของกาลาเดรียลกลายเป็นการเคลื่อนทัพและการเมือง เมื่อเกาะนูเมนอร์ที่ปิดตัวเองจากโลกภายนอกมานานต้องเลือกว่าจะส่งเรือออกไปช่วยมิดเดิลเอิร์ธหรือจะปล่อยให้ตำนานของเอลฟ์เป็นแค่เรื่องเล่า ความสัมพันธ์ของเอลรอนด์กับดูรินก็ถูกทดสอบด้วยของล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างรู้ว่ามันอาจช่วยชีวิตพวกหนึ่ง แต่ก็อาจทำลายอีกพวกหนึ่งได้เช่นกัน ขณะที่เคเลบริมบอร์เริ่มหมกมุ่นกับแนวคิดการหลอมสร้างวงแหวนแห่งพลังที่จะหยุดความเสื่อมถอยของเอลฟ์ ความทะเยอทะยานนั้นฟังดูสูงส่ง แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังกระซิบอยู่เบื้องหลังไอเดียนั้น ดินแดนใต้ที่เคยเป็นแค่หมู่บ้านชาวนากลายเป็นกระดานหมากรุกของสงครามตัวแทน มีการทรยศ การอพยพ และการก่อตัวของดินแดนใหม่ที่ชื่อของมันจะติดอยู่ในประวัติศาสตร์ไปอีกหลายพันปี สิ่งที่ทำให้ซีซันแรกของเรื่องนี้ต่างจากหนังแฟนตาซีผจญภัยทั่วไปคือมันไม่ได้เล่าแค่การสู้กับออร์คหรือการตามหาของวิเศษ แต่มันเล่าถึงยุคสมัยที่ตำนานกำลังถูกเขียนขึ้นต่อหน้าต่อตา ตัวละครทุกคนยังไม่รู้ว่าตัวเองจะกลายเป็นใครในบทกวีของคนรุ่นหลัง กาลาเดรียลยังต้องเรียนรู้ว่าความแค้นกับความยุติธรรมนั้นมีเส้นคั่นบางเพียงใด เอลรอนด์ต้องเรียนรู้ว่าการรักษาคำสัตย์กับเพื่อนกับการรักษาหน้าที่ต่อเผ่าพันธุ์จะขัดกันเมื่อใด นูเมนอร์สะท้อนภาพของอาณาจักรที่รุ่งเรืองจนเริ่มหวาดกลัวความตายและความเสื่อม ส่วนพวกฮาร์ฟุตที่ตัวเล็กที่สุดกลับแบกคำถามที่ใหญ่ที่สุดไว้ว่าสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีกองทัพไม่มีเวทมนตร์จะมีที่ยืนอย่างไรในสงครามของคนใหญ่ นี่คือโทนแบบโทลคีนขนานแท้ที่ว่าด้วยแสงกับเงา ความหยิ่งผยองกับการเสียสละ และการที่พลังอำนาจมักมาในรูปของของขวัญที่ดูงดงามที่สุด ซีซันแรกนี้ฉายจบครบแล้วด้วยสเกลระดับมหากาพย์ ทั้งงานสร้างเมืองเอลฟ์ เมืองคนแคระ และนูเมนอร์ที่ทำออกมาอย่างประณีตเหมือนได้ย้อนกลับไปยืนอยู่ในยุคทองของมิดเดิลเอิร์ธอีกครั้ง ใครที่เติบโตมากับฉบับภาพยนตร์จะสนุกกับการเห็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งที่คุ้นเคย ทั้งมิตรภาพข้ามเผ่าพันธุ์ ทั้งตำนานแหวน และทั้งรอยร้าวเล็ก ๆ ที่วันหนึ่งจะกลายเป็นสงครามใหญ่ ส่วนใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนก็ดูรู้เรื่องและชวนติดตามด้วยเส้นเรื่องแบบผจญภัยล้วน ๆ ที่มีทั้งการเดินทางทางทะเล การลี้ภัยในป่า และปริศนาชายจากฟากฟ้า เป็นซีรีส์ที่เหมาะจะค่อย ๆ ดูซึมซับบรรยากาศทีละตอน แล้วปล่อยให้คำถามที่เรื่องทิ้งไว้ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจว่าสุดท้ายแล้ว แหวนแห่งอำนาจจะมอบความรอด หรือจะมอบหายนะกันแน่

เรื่องนี้คือ The Lord of the Rings: The Rings of Power Season 1

หลายพันปีก่อนที่ฮอบบิทตัวเล็ก ๆ จะเดินออกจากไชร์พร้อมแหวนวงหนึ่งในกระเป๋าเสื้อ มิดเดิลเอิร์ธเคยเป็นโลกอีกใบที่กว้างใหญ่กว่า เก่ากว่า และยังไม่ถูกเขียนแผนที่จนครบทุกมุม นี่คือยุคที่สองของโลก หลังสงครามครั้งใหญ่ที่โค่นจอมมารตนแรกได้จบลงไปแล้ว ท้องฟ้าเหนือลินดอนยังเป็นสีทองของใบไม้เอลฟ์ที่ไม่เคยร่วงโรย หุบเขาคาซัดดูมใต้เทือกเขามิสตี้ยังสว่างไสวด้วยตะเกียงและเสียงค้อนของคนแคระ เกาะนูเมนอร์กลางมหาสมุทรยังเรืองรองด้วยเรือใบสีขาวและหอคอยหินอ่อน ขณะที่ทุ่งหญ้าริมทางมีขบวนเกวียนเล็ก ๆ ของพวกฮาร์ฟุตเคลื่อนตัวอย่างเงียบเชียบไปตามฤดูกาล ความสงบแบบนี้เองที่ทำให้บรรยากาศของเรื่องทั้งงดงามและน่าระแวงในเวลาเดียวกัน เพราะทุกเมืองต่างเชื่อว่าปีศาจได้ตายไปแล้ว แต่ลมหนาวที่พัดมาจากทิศตะวันออกกลับหอบเอากลิ่นเหล็กไหม้และเสียงกระซิบที่ไม่คุ้นหูมาด้วย

ท่ามกลางความสงบจอมปลอมนั้น เราได้รู้จักผู้คนที่อยู่กันคนละขอบแผนที่แต่กำลังจะถูกชะตาเดียวกันดึงเข้ามาหากัน กาลาเดรียล (Galadriel) นักรบเอลฟ์ที่รับบทโดย Morfydd Clark ไม่ได้เป็นราชินีผู้สุขุมอย่างที่คนคุ้นเคยจากหนังไตรภาค แต่เป็นนายกองหัวรั้นที่ยังสลัดภาพสงครามครั้งเก่าไม่ออก เธอออกไล่ล่าร่องรอยของความชั่วร้ายที่ทุกคนบอกว่าไม่มีอยู่จริงจนถูกมองว่าเป็นคนกระหายสงคราม ตัดกับ เอลรอนด์ (Elrond) ที่รับบทโดย Robert Aramayo ซึ่งยังหนุ่มและยังเป็นนักการทูตนักประพันธ์มากกว่าจะเป็นลอร์ดผู้ยิ่งใหญ่ เขาถูกส่งให้ไปช่วยงานลอร์ดเคเลบริมบอร์ (Lord Celebrimbor) ช่างฝีมือเอกแห่งเอเรกิออนผู้ฝันจะสร้างสิ่งที่จะจารึกชื่อของเอลฟ์ไว้ตลอดกาล อีกฟากหนึ่งใต้ภูเขา ความสัมพันธ์ที่อบอุ่นที่สุดของซีซันคือมิตรภาพระหว่างเอลรอนด์กับดูรินที่สี่ (Durin IV) เจ้าชายคนแคระที่รับบทโดย Owain Arthur และภรรยาของเขา ดิซา (Disa) ที่รับบทโดย Sophia Nomvete ซึ่งทำให้เราเห็นอาณาจักรคนแคระในมุมของครอบครัว ไม่ใช่แค่เหมืองกับเพชรพลอย

ในเวลาเดียวกัน เส้นเรื่องของมนุษย์และพวกตัวเล็กก็ค่อย ๆ ขยับเข้ามา ชายหนุ่มปริศนานาม ฮาลแบรนด์ (Halbrand) ที่รับบทโดย Charlie Vickers ถูกช่วยขึ้นมาจากกลางทะเลพร้อมอดีตที่เขาไม่อยากเล่า เขาเป็นคนเถื่อนจากดินแดนใต้ที่ล่มสลาย เป็นพวกที่อยู่ระหว่างการเอาตัวรอดกับการอยากเริ่มต้นใหม่ การเดินทางของเขามาบรรจบกับกาลาเดรียลอย่างไม่ตั้งใจจนกลายเป็นคู่เดินทางที่ทั้งระแวงและต้องพึ่งพากัน ส่วนอีกมุมของแผนที่ เอลานอร์ แบรนดี้ฟุต (Elanor 'Nori' Brandyfoot) ฮาร์ฟุตสาวช่างสงสัยที่รับบทโดย Markella Kavenagh กับเพื่อนรักอย่าง ป็อปปี้ (Poppy Proudfellow) ได้พบกับชายร่างยักษ์ที่ร่วงลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกับอุกกาบาตลูกหนึ่ง เขาพูดไม่ได้ จำอะไรไม่ได้ และถูกเรียกเพียงว่าบุรุษปริศนา (The Stranger) ที่รับบทโดย Daniel Weyman ขณะที่เอลฟ์ยามอย่าง อารอนเดียร์ (Arondir) ซึ่งเฝ้าดูหมู่บ้านมนุษย์ในแดนใต้ก็เริ่มเห็นสิ่งผิดปกติ ทั้งสัตว์ที่หายไป ทั้งพวกออร์คที่กลับมารวมตัวกันในอุโมงค์ใต้ดิน ทุกเส้นเรื่องดูเหมือนแยกกันอยู่ แต่ทุกตัวละครกำลังตั้งคำถามเดียวกันว่าความมืดที่หายไปนานกำลังจะกลับมาจริงหรือไม่

ยิ่งซีซันดำเนินไป เดิมพันก็ยิ่งขยับจากเรื่องส่วนตัวไปสู่ชะตาของทั้งทวีปอย่างช้า ๆ แต่หนักแน่น สิ่งที่เริ่มจากการสืบรอยแผลเก่าของกาลาเดรียลกลายเป็นการเคลื่อนทัพและการเมือง เมื่อเกาะนูเมนอร์ที่ปิดตัวเองจากโลกภายนอกมานานต้องเลือกว่าจะส่งเรือออกไปช่วยมิดเดิลเอิร์ธหรือจะปล่อยให้ตำนานของเอลฟ์เป็นแค่เรื่องเล่า ความสัมพันธ์ของเอลรอนด์กับดูรินก็ถูกทดสอบด้วยของล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ใต้ภูเขา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างรู้ว่ามันอาจช่วยชีวิตพวกหนึ่ง แต่ก็อาจทำลายอีกพวกหนึ่งได้เช่นกัน ขณะที่เคเลบริมบอร์เริ่มหมกมุ่นกับแนวคิดการหลอมสร้างวงแหวนแห่งพลังที่จะหยุดความเสื่อมถอยของเอลฟ์ ความทะเยอทะยานนั้นฟังดูสูงส่ง แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังกระซิบอยู่เบื้องหลังไอเดียนั้น ดินแดนใต้ที่เคยเป็นแค่หมู่บ้านชาวนากลายเป็นกระดานหมากรุกของสงครามตัวแทน มีการทรยศ การอพยพ และการก่อตัวของดินแดนใหม่ที่ชื่อของมันจะติดอยู่ในประวัติศาสตร์ไปอีกหลายพันปี

สิ่งที่ทำให้ซีซันแรกของเรื่องนี้ต่างจากหนังแฟนตาซีผจญภัยทั่วไปคือมันไม่ได้เล่าแค่การสู้กับออร์คหรือการตามหาของวิเศษ แต่มันเล่าถึงยุคสมัยที่ตำนานกำลังถูกเขียนขึ้นต่อหน้าต่อตา ตัวละครทุกคนยังไม่รู้ว่าตัวเองจะกลายเป็นใครในบทกวีของคนรุ่นหลัง กาลาเดรียลยังต้องเรียนรู้ว่าความแค้นกับความยุติธรรมนั้นมีเส้นคั่นบางเพียงใด เอลรอนด์ต้องเรียนรู้ว่าการรักษาคำสัตย์กับเพื่อนกับการรักษาหน้าที่ต่อเผ่าพันธุ์จะขัดกันเมื่อใด นูเมนอร์สะท้อนภาพของอาณาจักรที่รุ่งเรืองจนเริ่มหวาดกลัวความตายและความเสื่อม ส่วนพวกฮาร์ฟุตที่ตัวเล็กที่สุดกลับแบกคำถามที่ใหญ่ที่สุดไว้ว่าสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีกองทัพไม่มีเวทมนตร์จะมีที่ยืนอย่างไรในสงครามของคนใหญ่ นี่คือโทนแบบโทลคีนขนานแท้ที่ว่าด้วยแสงกับเงา ความหยิ่งผยองกับการเสียสละ และการที่พลังอำนาจมักมาในรูปของของขวัญที่ดูงดงามที่สุด

ซีซันแรกนี้ฉายจบครบแล้วด้วยสเกลระดับมหากาพย์ ทั้งงานสร้างเมืองเอลฟ์ เมืองคนแคระ และนูเมนอร์ที่ทำออกมาอย่างประณีตเหมือนได้ย้อนกลับไปยืนอยู่ในยุคทองของมิดเดิลเอิร์ธอีกครั้ง ใครที่เติบโตมากับฉบับภาพยนตร์จะสนุกกับการเห็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งที่คุ้นเคย ทั้งมิตรภาพข้ามเผ่าพันธุ์ ทั้งตำนานแหวน และทั้งรอยร้าวเล็ก ๆ ที่วันหนึ่งจะกลายเป็นสงครามใหญ่ ส่วนใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนก็ดูรู้เรื่องและชวนติดตามด้วยเส้นเรื่องแบบผจญภัยล้วน ๆ ที่มีทั้งการเดินทางทางทะเล การลี้ภัยในป่า และปริศนาชายจากฟากฟ้า เป็นซีรีส์ที่เหมาะจะค่อย ๆ ดูซึมซับบรรยากาศทีละตอน แล้วปล่อยให้คำถามที่เรื่องทิ้งไว้ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจว่าสุดท้ายแล้ว แหวนแห่งอำนาจจะมอบความรอด หรือจะมอบหายนะกันแน่

เริ่มรับชม The Lord of the Rings: The Rings of Power Season 1

1 Episode 1
2 Episode 2
3 Episode 3
4 Episode 4
5 Episode 5
6 Episode 6
7 Episode 7
8 Episode 8