

The Sadness
รายละเอียดเรื่อง The Sadness
จิม (Jim) กับ แคท (Kat) ไม่ได้ผูกกันด้วยคำสัญญายิ่งใหญ่หรืออดีตอันดราม่า หากผูกกันด้วยจังหวะเล็ก ๆ ของชีวิตคู่ที่ดูธรรมดาที่สุด อาหารเช้าที่ยังอุ่นอยู่บนโต๊ะ เสียงหยอกล้อกันเบา ๆ ก่อนแยกย้ายไปขึ้นรถไปทำงาน และความเคยชินที่รู้ว่าเย็นนี้จะกลับมาเจอกันที่ห้องเดิม การแสดงของ 朱軒洋 กับ 雷嘉汭 ทำให้ความสัมพันธ์นี้มีเนื้อหนังเหมือนคนจริง ไม่ได้หวานแบบหนังรัก แต่เป็นความอบอุ่นที่เรียบง่ายจนคนดูรู้สึกผูกพันไปด้วยโดยไม่รู้ตัว แรงผลักดันของทั้งคู่ในเช้าวันนั้นจึงไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แค่อยากใช้ชีวิตต่อไปด้วยกันให้รอดพ้นอีกวันหนึ่งในเมืองที่เริ่มมีข่าวลือเรื่องเชื้อโรคประหลาด และความเรียบง่ายนั้นเองที่น่าใจหาย เพราะยิ่งพวกเขารักกันแบบคนธรรมดามากเท่าไร เส้นแบ่งบาง ๆ ที่กำลังจะฉีกพวกเขาออกจากกันก็ยิ่งดูโหดร้ายมากขึ้นเท่านั้น เช้าที่เคยปกติเริ่มแตกออกเมื่อการระบาดที่ทางการพยายามบอกว่ายังควบคุมได้ หลุดออกจากการควบคุมอย่างรวดเร็ว ผู้ติดเชื้อไม่ได้ล้มลงหรือกลายเป็นศพเดินได้แบบหนังซอมบี้ยุคก่อน แต่ยังคงมีสติ รับรู้ทุกอย่าง และยังพูดจาได้ ทว่าศีลธรรมกับความยับยั้งชั่งใจถูกถอดออกไปจนหมด เหลือไว้เพียงแรงกระหายที่จะทำสิ่งที่รุนแรงและวิปริตที่สุดโดยไม่รู้สึกผิด จิมที่ออกไปข้างนอกต้องเอาตัวรอดบนถนนที่ทุกหัวมุมกลายเป็นกับดัก ขณะที่แคทติดอยู่คนละฟากของเมืองและต้องหาทางหนีจากการไล่ล่าที่ไม่มีเหตุผลรองรับ ปมขัดแย้งของเรื่องจึงไม่ใช่แค่เชื้อโรคที่มองไม่เห็น แต่คือระยะทางสั้น ๆ ระหว่างคนสองคนที่กลายเป็นระยะทางไกลที่สุดในชีวิต ทุกการตัดสินใจว่าจะวิ่ง จะซ่อน หรือจะช่วยใครสักคน ล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายทันที และความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงการไม่ได้เจอกันอีกเลย โลกในหนังคือเมืองใหญ่ที่คุ้นตา ตึกแถว ร้านอาหาร รถไฟฟ้าใต้ดิน โรงพยาบาล และตรอกแคบ ๆ ที่ปกติเต็มไปด้วยผู้คนเร่งรีบ แต่เมื่อความคลั่งแพร่กระจาย พื้นที่เหล่านี้ก็เปลี่ยนสภาพเป็นเขาวงกตแห่งความหวาดระแวง บรรยากาศไม่ได้สร้างจากความมืดแบบหนังผี หากสร้างจากแสงกลางวันจ้า ๆ ที่ทำให้เห็นความรุนแรงได้ชัดเจนเกินไป เสียงข้าวของแตก เสียงฝีเท้า เสียงกรีดร้องที่ดังมาจากที่ไหนสักแห่งโดยไม่เห็นตัว ทำให้เมืองทั้งเมืองเหมือนมีไข้ขึ้นสูง หายใจติดขัดและพร้อมจะชักกระตุกได้ตลอดเวลา ตัวละครสมทบอย่าง Business Man ที่รับบทโดย 王自強, มอลลี่ (Molly), ด็อกเตอร์อลัน หว่อง (Dr. Alan Wong) และคนแปลกหน้าตามสถานีหรือโรงพยาบาล ต่างทำหน้าที่ตอกย้ำว่าไม่มีพื้นที่ปลอดภัยเหลืออยู่จริง ทุกประตูที่ปิด ทุกขบวนรถที่จอด ทุกห้องตรวจที่เคยหมายถึงความช่วยเหลือ ล้วนกลายเป็นฉากของการเอาตัวรอดที่ต้องลุ้นจนตัวเกร็ง สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ต่างจากหนังโรคระบาดทั่วไปคือการตั้งคำถามกับด้านมืดของมนุษย์อย่างไม่ประนีประนอม เชื้อในเรื่องไม่ได้ลบความเป็นคนออกไป แต่มันปลดล็อกความเกลียด ความใคร่ ความสะใจในการทำร้ายคนอื่น แล้วปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นทำงานพร้อมกับสติสัมปชัญญะครบถ้วน นั่นคือเหตุผลที่ชื่อเรื่องซึ่งแปลได้ว่าความเศร้า จึงไม่ได้หมายถึงน้ำตาเท่านั้น หากหมายถึงความหม่นลึกที่เกิดจากการเห็นอารยธรรมบาง ๆ ที่ห่อหุ้มเราไว้ค่อย ๆ เปื่อยยุ่ย โทนของหนังจึงดิบ ใกล้ชิด และไม่เปิดช่องให้พักหายใจนาน ช่วงเงียบสั้น ๆ มีไว้เพื่อให้คนดูตายใจก่อนจะถูกเหวี่ยงกลับลงไปในความตึงเครียดที่หนักกว่าเดิม ความรักของจิมกับแคทในบริบทนี้เลยเหมือนแสงเทียนเล่มเล็กกลางพายุ ทั้งอบอุ่น ทั้งน่าเอาใจช่วย และทั้งทำให้ปวดใจ เพราะเราไม่รู้เลยว่าแสงนั้นจะต้านลมได้นานแค่ไหน นี่คือหนังสยองขวัญสายโหดสำหรับคนดูที่ชอบความระทึกแบบถึงเนื้อถึงตัว มากกว่าการตกใจแบบฉาบฉวย ใครที่ติดตามวิวัฒนาการของหนังซอมบี้และหนังเอาตัวรอดยุคหลังโรคระบาดจะเห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้หยิบสูตรคุ้นเคยมาตีให้สดและก้าวร้าวขึ้น ทั้งจังหวะการไล่ล่า การออกแบบฉากแอ็กชันที่ต่อเนื่อง และการใช้ภาพเสียงที่เน้นความสมจริงจนรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนถนนเส้นเดียวกับตัวละคร การแสดงของสองนักแสดงนำช่วยถ่วงน้ำหนักไม่ให้หนังกลายเป็นแค่ขบวนความรุนแรง เพราะทุกครั้งที่หนังตัดกลับมาที่ความพยายามจะกลับไปหากันของทั้งคู่ คนดูก็จะนึกออกว่าทำไมต้องเอาใจช่วยพวกเขาขนาดนี้ หากคุณชอบหนังที่กดดันจิตใจ สำรวจศีลธรรมของมนุษย์ในภาวะจนตรอก และทิ้งความหน่วงในอกไว้หลังดูจบ เรื่องนี้คือประสบการณ์ที่ควรลองด้วยตัวเองสักครั้ง เตรียมใจให้พร้อม ชวนใครสักคนมาดูด้วย แล้วปล่อยให้เมืองที่กำลังพังทลายพาคุณไปจนสุดทางของความกลัวและความเศร้า

