

2012
รายละเอียดเรื่อง 2012
จอห์น คูแซก มารับบทเป็น Jackson Curtis (แจ็กสัน เคอร์ติส) นักเขียนผู้ยังวิ่งไล่ตามความฝันของตัวเองไม่ทัน ในโลกของอเมริกาช่วงปลายยุคสองพันที่ชีวิตประจำวันยังดำเนินไปตามปกติ ทั้งตึกระฟ้า ถนนไฮเวย์ สนามบิน และบ้านชานเมืองที่ดูมั่นคงไม่มีวันพังทลาย แต่ภายใต้ความปกติเหล่านั้นกลับมีบรรยากาศของความหวั่นใจแผ่ว ๆ ลอยอยู่ เรื่องเล่าโบราณของชาวมายาเกี่ยวกับวงรอบปฏิทินที่สิ้นสุดลงในปี 2012 ถูกหยิบมาพูดถึงถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จากเรื่องไกลตัวในหนังสือกลายเป็นข่าวลือ งานเสวนา และความกังวลที่แทรกซึมอยู่ในบทสนทนาของผู้คน หนังค่อย ๆ ปูพื้นโลกใบนี้ให้เหมือนพื้นน้ำที่ดูนิ่ง แต่ข้างใต้กลับเดือดปุด ๆ รอวันปะทุ ทั้งท้องฟ้าที่กว้างเกินไป ภูเขาที่เงียบเกินไป และเมืองใหญ่ที่สว่างไสวจนเราลืมไปว่าธรรมชาติไม่เคยสัญญาว่าจะใจดีกับมนุษย์ตลอดไป แจ็กสันในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นฮีโร่ผู้กุมความลับของโลกมาตั้งแต่ต้น เขาเป็นแค่พ่อคนหนึ่งที่ยังผูกพันกับลูก ๆ อย่าง Noah Curtis (โนอาห์ เคอร์ติส) ที่รับบทโดย Liam James และ Lilly Curtis (ลิลลี่ เคอร์ติส) ที่รับบทโดย Morgan Lily แม้ชีวิตครอบครัวจะเปลี่ยนไปแล้ว โดยมี Kate Curtis (เคต เคอร์ติส) ที่รับบทโดย Amanda Peet อดีตภรรยาซึ่งตอนนี้มีชีวิตใหม่ร่วมกับ Gordon Silberman (กอร์ดอน ซิลเบอร์แมน) ที่รับบทโดย Tom McCarthy สิ่งที่ขับเคลื่อนแจ็กสันจึงเรียบง่ายมาก คืออยากเป็นพ่อที่ดีให้ได้สักครั้ง อยากพาลูกไปเที่ยวเยลโลว์สโตนให้เหมือนคำสัญญาที่เคยให้ไว้ อีกฟากหนึ่งของเรื่องคือกลุ่มคนที่มองเห็นภาพใหญ่กว่านั้น ทั้ง Adrian Helmsley (เอเดรียน เฮล์มสลีย์) นักธรณีวิทยาที่รับบทโดย Chiwetel Ejiofor ผู้เริ่มปะติดปะต่อสัญญาณผิดปกติของเปลือกโลก Laura Wilson (ลอร่า วิลสัน) ที่รับบทโดย Thandiwe Newton ลูกสาวผู้นำประเทศ ไปจนถึง President Thomas Wilson (ประธานาธิบดีโธมัส วิลสัน) ที่รับบทโดย Danny Glover และ Charlie Frost (ชาร์ลี ฟรอสต์) นักจัดรายการวิทยุสมัครเล่นที่รับบทโดย วูดดี แฮร์เรลสัน ผู้ตะโกนเรื่องวันสิ้นโลกจนไม่มีใครอยากเชื่อ ปมขัดแย้งค่อย ๆ ขยับจากความรู้สึกไม่ชอบมาพากลไปสู่ภาวะที่โลกไม่ยอมให้มนุษย์ตั้งตัวอีกต่อไป รอยแยกใต้เยลโลว์สโตนที่ร้อนระอุ แรงสั่นสะเทือนที่ไม่ได้มาเป็นลูกเดียวแล้วจบ แต่มาต่อเนื่องเหมือนโลกกำลังขยับตัวเปลี่ยนท่า แผ่นดินที่เคยรองรับเมืองทั้งเมืองเริ่มปริแตก ถนนทรุดเป็นแนวยาว ตึกถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา ภูเขาไฟสำแดงพลัง ลาวาและเถ้าถ่านพุ่งขึ้นบดบังท้องฟ้า ก่อนที่มหาสมุทรจะลุกขึ้นซัดทุกอย่างด้วยคลื่นขนาดที่ไม่เคยมีใครจินตนาการ แจ็กสันต้องพาเคต ลูกทั้งสอง และกอร์ดอน หนีจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งแบบไม่มีเวลาหายใจ ขณะที่เอเดรียนและเหล่าผู้นำอย่าง Carl Anheuser (คาร์ล อันฮอยเซอร์) ที่รับบทโดย โอลิเวอร์ แพลท ต้องเผชิญคำถามที่โหดร้ายยิ่งกว่าแผ่นดินไหว ว่าเมื่อเวลาของโลกทั้งใบเหลือจำกัด ใครควรได้ไปต่อ ใครต้องถูกทิ้งไว้ และความลับบางอย่างที่ถูกเก็บเงียบเพื่อกันความโกลาหลจะถูกเปิดเผยเมื่อไร เดิมพันจึงไม่ใช่แค่ชีวิตรอดของครอบครัวเดียว แต่คือชะตาของมนุษยชาติทั้งมวล สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังถล่มเมืองไปเรื่อย ๆ คือน้ำหนักทางอารมณ์ที่วางอยู่ตรงกลางระหว่างซากปรักหักพัง ความสัมพันธ์ของแจ็กสันกับลูก ๆ กลายเป็นเส้นด้ายบาง ๆ ที่ร้อยทุกฉากหนีตายเข้าไว้ด้วยกัน ความรู้สึกผิดของพ่อที่เคยห่างเหิน ความกลัวของเด็ก ๆ ที่ต้องโตขึ้นในชั่วข้ามคืน ความเกร็งของแม่ที่ต้องเลือกระหว่างความปลอดภัยกับความไว้ใจ ถูกวางทาบไปกับภาพของนักวิทยาศาสตร์ที่แบกความจริงอันหนักอึ้ง ผู้นำที่ต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับความเป็นมนุษย์ และคนธรรมดาที่เพิ่งรู้ว่าเงิน อำนาจ หรือชื่อเสียงไม่มีความหมายเลยเมื่อพื้นโลกแยกออก หนังพูดถึงความเปราะบางของอารยธรรมอย่างใจเย็น ว่ามนุษย์เคยคิดว่าตัวเองควบคุมทุกอย่างได้ แต่จริง ๆ แล้วเราแค่ขออาศัยอยู่บนดาวดวงนี้ชั่วคราว และในวินาทีที่ทุกอย่างพังลง สิ่งเดียวที่ยังยึดไว้ได้คือมือของคนที่เรารัก สำหรับคนชอบหนังภัยพิบัติสเกลยักษ์ผสมไซไฟ แอ็กชัน และผจญภัย นี่คือประสบการณ์ที่ต้องดูบนจอใหญ่สักครั้งในชีวิต เพราะมันไม่ได้ขายแค่ฉากแผ่นดินแยก ลาวาทะลัก หรือสึนามิถล่มเมืองแบบต่อเนื่องจนแทบลืมหายใจ แต่ขายความรู้สึกของการวิ่งหนีไปพร้อมกับตัวละคร ทุกการตัดสินใจผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีอาจหมายถึงการพลัดพราก การแสดงของ จอห์น คูแซก ที่แบกความเป็นพ่อธรรมดา ๆ ไว้ทั้งเรื่องเข้าคู่ได้ดีกับ Amanda Peet ที่ถ่ายทอดความเข้มแข็งของแม่ และ Chiwetel Ejiofor ที่ทำให้บทนักวิทยาศาสตร์มีหัวใจ ไม่ใช่แค่คนบอกข้อมูล ยิ่งเมื่อเรื่องพาเราเคลื่อนจากอเมริกาข้ามทวีปไปสู่ความหวังสุดท้ายที่ปลายทาง ความลุ้นจึงไม่ใช่แค่พวกเขาจะรอดหรือไม่ แต่คือพวกเขาจะยังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่หรือเปล่าหลังผ่านนรกครั้งนี้ไป

