

Best of Times
รายละเอียดเรื่อง Best of Times
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของความรักบางทีอาจไม่ใช่การถูกบอกเลิก แต่คือการค่อย ๆ ถูกเวลากัดกร่อนไปทีละนิด ทั้งชื่อที่เคยเรียกกันทุกวัน ใบหน้าที่เคยมองจนจำได้ขึ้นใจ ไปจนถึงความรู้สึกที่เคยคิดว่าจะไม่มีวันลืม แล้ววันหนึ่งกลับพบว่ามันพร่าเลือนจนแทบคว้าไว้ไม่อยู่ ยิ่งน่าเจ็บปวดขึ้นไปอีกเมื่อความทรงจำของคนสองคนเดินไปไม่พร้อมกัน คนหนึ่งยังเก็บทุกรายละเอียดไว้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ขณะที่อีกคนกลับปล่อยมันหลุดมือไปนานแล้ว ความไม่เท่ากันตรงนี้แหละที่กลายเป็นกำแพงมองไม่เห็น กั้นกลางระหว่างอยากเดินเข้าไปใกล้กับความกลัวว่ายิ่งใกล้จะยิ่งเจ็บ และระหว่างอยากรักษาใครสักคนไว้กับความจริงที่ว่าชีวิตไม่เคยหยุดรอให้เราตัดสินใจ ชายหนุ่มที่ติดอยู่กลางกำแพงนั้นคือ เก่ง (Keng) ที่ อารักษ์ อมรศุภศิริ ถ่ายทอดออกมาด้วยท่าทีนิ่ง ๆ เก็บความรู้สึกไว้ข้างในแบบผู้ชายที่ไม่เก่งเรื่องการพูดความในใจ เขาไม่ใช่พระเอกโรแมนติกที่พุ่งเข้าหารักเก่าอย่างมั่นใจ แต่เป็นคนธรรมดาที่บังเอิญหวนมาเจอ ฝ้าย (Fai) ผู้หญิงที่เคยเป็นรักครั้งแรกในวัยเรียนอีกครั้งโดยไม่ได้ตั้งตัว รับบทโดย ญารินดา บุนนาค ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ทำให้เราเชื่อว่าเธอผ่านชีวิตมาไม่น้อย เงื่อนไขยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อฝ้ายในวันนี้ไม่ได้เป็นเด็กสาวคนเดิมอีกแล้ว เธอเคยแต่งงานกับเพื่อนสนิทของเก่งเอง แล้วชีวิตคู่ก็จบลงด้วยการหย่าร้าง ที่ทรมานที่สุดคือฝ้ายจำเก่งไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ความทรงจำอันล้ำค่าที่สุดของเขากลายเป็นเพียงหน้าว่างเปล่าสำหรับเธอ เก่งเลยเลือกทางที่ขี้ขลาดที่สุดแต่ก็เข้าใจได้ที่สุด คือแกล้งทำเป็นไม่รู้จักกัน แล้วค่อย ๆ วนเวียนอยู่รอบ ๆ ในฐานะคนแปลกหน้าที่รู้เรื่องของเธอดีกว่าที่ควรจะเป็น ซ้อนทับกับรักครั้งแรกที่จำได้อยู่ฝ่ายเดียว ยังมีรักครั้งปลายของคนสองวัยที่จำแม่นกว่าใคร แต่มีเวลาให้กันน้อยเหลือเกิน ป้าสมพิศ (Sompit) กับลุงจำรัส (Chamras) คู่สูงวัยที่เจอกันในชมรมคอมพิวเตอร์สำหรับผู้สูงอายุ ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่มีความหวือหวาแบบหนุ่มสาว แต่มีความสม่ำเสมอจนน่าทึ่ง ลุงจำรัสขับรถจากสวนที่ชุมพรขึ้นมากรุงเทพฯ ทุกสัปดาห์ เพียงเพื่อจะได้นั่งเรียน นั่งคุย นั่งกินข้าวกับป้าสมพิศ ครั้งละแค่สามชั่วโมง แล้วก็ต้องบอกลากันเพื่อรอเจอกันใหม่ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า ขณะเดียวกันชีวิตของป้าสมพิศก็กำลังถึงทางแยก เมื่อครอบครัวกำลังจะย้ายไปอยู่เมืองนอก การตัดสินใจว่าจะเก็บความสุขสงบแบบเดิมไว้ หรือจะฮึดหนีลูกนั่งรถลงใต้ไปหาผู้ชายแก่ ๆ ที่ชุมพรสักครั้งในชีวิต จึงไม่ใช่แค่เรื่องดื้อของผู้ใหญ่ แต่คือเดิมพันครั้งสุดท้ายของหัวใจ โลกของหนังคือกรุงเทพฯ ช่วงปลายยุคสองพันที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างเงียบ ๆ แบบที่หนังของ GMM Tai Hub กับ Jor Kwang Films ในยุคนั้นถนัดนัก ไม่ได้เป็นเมืองที่เร่งรีบฟู่ฟ่า แต่เป็นเมืองของร้านกาแฟเก่า ๆ ออฟฟิศเล็ก ๆ ชมรมยามบ่าย และถนนสายยาวลงใต้ที่ทอดเวลาให้ยาวนานกว่าความเป็นจริง ผู้กำกับเลือกเล่าสองเส้นเรื่องคู่ขนานกันไปโดยไม่เร่งให้มาบรรจบ แต่ปล่อยให้จังหวะของคนหนุ่มที่ลังเลจะพูด กับจังหวะของคนแก่ที่ต้องรีบทำก่อนจะไม่มีโอกาส ได้สะท้อนกันเองอย่างเป็นธรรมชาติ บรรยากาศของชมรมคอมพิวเตอร์ที่เต็มไปด้วยคุณลุงคุณป้ากำลังหัดคลิกเมาส์ จึงไม่ได้เป็นแค่มุกน่ารัก แต่เป็นพื้นที่ของคนที่ยังอยากเรียนรู้ ยังอยากมีใครสักคนให้ส่งอีเมลหา ยังเชื่อว่าชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอแม้แป้นพิมพ์จะแข็งแค่ไหน ขณะที่พาร์ตของเก่งกับฝ้าย โอม (Ohm) และแจน (Jan) เพื่อนรอบตัว ก็ช่วยพยุงให้เห็นภาพของคนวัยสามสิบที่กำลังงง ๆ ระหว่างอดีตที่ยังไม่จางกับอนาคตที่ยังไม่ชัด สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากหนังรักทั่วไปคือมันไม่ได้ถามว่า สุดท้ายจะได้คู่กันไหม แต่ถามว่าเราจะทำอย่างไรกับความรักที่จำได้ไม่เท่ากัน สำหรับเก่ง ความทรงจำเป็นทั้งของขวัญและคำสาป เขาจำรอยยิ้มของฝ้ายในชุดนักเรียนได้ จำ Young Keng กับ Young Fai ในวันวานได้ แต่ยิ่งจำแม่นเท่าไร การยืนอยู่ตรงหน้าเธอในฐานะคนแปลกหน้าก็ยิ่งเหงาเท่านั้น ส่วนป้าสมพิศกับลุงจำรัสกลับอยู่ตรงข้าม พวกเขาจำกันได้ดี จำทุกสามชั่วโมงที่มีค่าได้ แต่กลับต้องสู้กับระยะทาง วัย สังขภาพ และร่างกายที่เตือนว่าพรุ่งนี้อาจไม่เหมือนวันนี้ หนังเลยพาเราไปสำรวจความรักในฐานะการบริหารความสูญเสีย เราจะกล้าบอกรักทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายอาจไม่รู้สึกแบบเดียวกันไหม เราจะกล้านั่งรถไกลหลายร้อยกิโลเพื่อเวลาสั้น ๆ ที่รู้ว่าต้องจบลงด้วยการจากลาไหม และเราจะยังเรียกมันว่าความรักอยู่ไหม ถ้ามันไม่ได้ให้อนาคต แต่ให้แค่ความหมาย ถ้าคุณคิดถึงเสน่ห์ของหนังไทยยุคที่เล่าเรื่องช้า ๆ ละเมียด ๆ ปล่อยให้สายตา ความเงียบ และบทสนทนาธรรมดา ๆ ทำงานแทนเพลงรักดัง ๆ เรื่องนี้คือหนึ่งในงานที่ควรกลับมาเปิดดูอีกครั้งในแบบคมชัด ให้เวลากับมันเหมือนที่ตัวละครให้เวลากับกันและกัน แล้วคุณอาจพบว่าตัวเองกำลังยิ้มให้กับความดื้อของป้าสมพิศ เอาใจช่วยลุงจำรัสที่ขับรถขึ้นลงอย่างไม่เหนื่อย และจุกอยู่ในอกไปกับเก่งที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดแต่กลับพูดความจริงไม่ได้สักที นี่ไม่ใช่หนังที่จะมาบอกว่ารักแท้ชนะทุกอย่าง แต่มันจะค่อย ๆ กระซิบว่าความรักที่ดีอาจไม่ได้วัดกันที่ความยาวของเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน หากวัดกันที่ว่าในเวลาสั้น ๆ นั้น เรากล้าจดจำกันอย่างซื่อสัตย์แค่ไหน และกล้าพอจะเก็บใครบางคนไว้ในใจต่อไปหรือเปล่า แม้วันพรุ่งนี้ความจำจะสั้นลง แต่ความรู้สึกอาจยังยาวไกลกว่าที่เราคิด

