ตัวอย่าง Red Cliff
Red Cliff

Red Cliff

สามก๊ก : โจโฉแตกทัพเรือ 1
★ 7.1/10 2008 145 นาที ภาพยนตร์ บู๊ ประวัติศาสตร์ ผจญ สงคราม

รายละเอียดเรื่อง Red Cliff

แพ้เพียงครั้งเดียวคือสิ้นทุกอย่าง ทั้งแผ่นดิน บ้านเกิด ครอบครัว และสิทธิที่จะกำหนดชะตาของตัวเอง สำหรับฝ่ายใต้ในเวลานี้ความพ่ายแพ้ไม่ได้หมายถึงแค่การเสียทหาร vàiหมื่นนายในสนามรบ แต่หมายถึงการถูกกลืนหายไปทั้งก๊ก ผู้คนนับแสนจะต้องก้มหัวให้กับผู้พิชิตจากทางเหนือ เมืองที่เคยมีเสียงหัวเราะจะเหลือเพียงควันไฟและธงของศัตรูที่ปักอยู่เหนือกำแพง นั่นคือเดิมพันที่วางอยู่กลางโต๊ะเจรจาและในกระโจมบัญชาการทุกแห่ง ไม่มีที่ให้ถอยอีกแล้ว เพราะด้านหลังคือแม่น้ำกว้างและราษฎรที่ไม่มีอาวุธในมือ ถ้าพันธมิตรที่เพิ่งก่อตัวขึ้นมาอย่างสั่นคลอนนี้แตกสลายก่อนจะได้รบ ทุกอย่างก็จบลงตั้งแต่ยังไม่ทันได้เป่าแตรศึก คนที่แบกเดิมพันนั้นไว้บนบ่ามีทั้งผู้นำ แม่ทัพ และที่ปรึกษาที่ต่างก็มีแผลในใจของตัวเอง จิวยี่ (Zhou Yu) ที่รับบทโดย เหลียงเฉาเหว่ย คือเสาหลักของฝ่ายใต้ เป็นแม่ทัพใหญ่ที่สุขุม เยือกเย็น และมองเกมขาดกว่าทุกคน เขารู้ดีว่ากำลังพลของตัวเองเทียบไม่ได้เลยกับกองทัพมหึมาที่กำลังเคลื่อนลงมา แต่ก็รู้เช่นกันว่าถ้าไม่สู้ตอนนี้ก็จะไม่มีโอกาสได้สู้อีกเลย ขณะที่ขงเบ้ง (Zhu Ge Liang) ที่รับบทโดย ทาเคชิ คาเนชิโร่ คือมันสมองจากฝ่ายเล่าปี่ ผู้เดินทางข้ามแคว้นมาเพื่อผูกมิตรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เขาไม่ได้มีทหารในมือมากมาย แต่มีวาทศิลป์ ความนิ่ง และสายตาที่อ่านใจคนออกอย่างน่าทึ่ง การพบกันของคนสองคนที่เก่งที่สุดในยุคของตัวเองจึงไม่ใช่แค่การจับมือกันทางการทหาร แต่คือการวัดใจกันในทุกประโยคที่เอ่ยออกมา อีกฟากหนึ่งของกระดานคือโจโฉ (Cao Cao) ที่รับบทโดย จางเฟิงอี้ มหาอุปราชผู้กุมอำนาจราชสำนักและกองทัพนับแสน เขาไม่ใช่ตัวร้ายแบบแบน ๆ แต่เป็นนักปกครองทหารที่เชื่ออย่างสุดใจว่าแผ่นดินที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ จะกลับมาสงบได้ก็ต่อเมื่อมีคนคนเดียวที่แข็งแกร่งพอจะรวบมันไว้ ความมั่นใจนั้นทำให้เขากล้าเคลื่อนทัพเรือขนาดใหญ่ลงใต้โดยไม่ลังเล รายล้อมด้วยขุนพลและที่ปรึกษาที่พร้อมพลีชีพเพื่อเขา ฝั่งตรงข้าม ซุนกวน (Sun Quan) ที่รับบทโดย จางเจิ้น ผู้นำหนุ่มแห่งง่อก๊กต้องตัดสินใจครั้งยากที่สุดในชีวิตว่าจะยอมสวามิภักดิ์เพื่อรักษาชีวิตคนของตัวเองไว้ชั่วคราว หรือจะเสี่ยงทั้งหมดเพื่อศักดิ์ศรีของแคว้น โดยมีเล่าปี่ (Liu Bei) ที่รับบทโดย โยวหย่งจือ ผู้พ่ายศึกมาหมาด ๆ และที่ปรึกษาอย่างโลซกคอยประคองพันธมิตรที่พร้อมจะร้าวอยู่ทุกเมื่อ เสริมด้วยขุนศึกอย่างจูล่ง (Zhao Yun) ที่รับบทโดย หูจวิน, กานซิง (Gan Xing) ที่รับบทโดย นากามูระ ชิโด, องค์หญิงซุนซ่างเซียง (Sun Shang Xiang) ที่รับบทโดย จ้าวเวย ผู้กล้าพอจะปลอมตัวล้วงข่าวในดงศัตรู และเสี่ยวเฉียว (Xiao Qiao) ที่รับบทโดย หลินจื้อหลิง ภรรยาของจิวยี่ผู้เป็นหัวใจอันอ่อนโยนท่ามกลางความแข็งกระด้างของสงคราม โลกทั้งใบของหนังพาเราย้อนไปราวปีค.ศ. 208 ปลายราชวงศ์ฮั่นที่ศูนย์กลางอำนาจล่มสลายไปแล้ว เหลือเพียงขุนศึกต่างคนต่างตั้งตัวเป็นใหญ่ แผ่นดินภาคเหนืออยู่ใต้ธงของโจโฉอย่างเบ็ดเสร็จ ส่วนทางใต้คือผืนน้ำกว้างใหญ่ของแม่น้ำแยงซี หน้าผาสีแดงที่ถูกกัดเซาะจนกลายเป็นปราการธรรมชาติ หมอกยามเช้าที่ลอยเหนือผิวน้ำ ค่ายทหารที่ทอดยาวสุดลูกหูสุดตา เสียงกลองศึก เสียงฝีพาย เสียงธงผืนใหญ่สะบัดต้องลม บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ดูสวยเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้คนดูรู้สึกถึงขนาดที่แท้จริงของสงครามยุคโบราณ ที่การเคลื่อนกำลังพลแต่ละครั้งต้องใช้คนนับหมื่นและเสบียงมหาศาล ความยิ่งใหญ่แบบนี้มาพร้อมความอึดอัด เพราะทุกกระโจมเต็มไปด้วยการถกเถียงที่เดิมพันด้วยชีวิต ทุกมื้ออาหารอาจเป็นมื้อสุดท้ายก่อนออกเรือ และทุกความเงียบก่อนพายุฝนมักจะน่ากลัวกว่าเสียงดาบเสียอีก สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากหนังสงครามที่เน้นแต่ฉากปะทะ คือจังหวะอารมณ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวเหมือนน้ำที่กำลังจะเดือด หนังใช้เวลาปูความสัมพันธ์อย่างใจเย็น ให้เราเห็นความไว้ใจที่ค่อย ๆ งอกขึ้นระหว่างคนต่างแคว้น จากความระแวงกลายเป็นความนับถือ จากพันธมิตรบนกระดาษกลายเป็นมิตรภาพลูกผู้ชายที่ยอมตายแทนกันได้ ขณะเดียวกันก็ให้เราเห็นความโดดเดี่ยวของผู้นำที่ต้องตัดสินใจโดยไม่มีใครช่วยรับผิดชอบแทนได้เลย ความตึงเครียดในห้องวางแผนจึงเข้มข้นไม่แพ้กลางสนามรบ เพราะคำพูดเพียงประโยคเดียวอาจเปลี่ยนทิศทางของกองเรือทั้งกองได้ อารมณ์โดยรวมจึงขรึม สง่างาม และมีไออุ่นของความเป็นมนุษย์แทรกอยู่เสมอ ทั้งความห่วงใยสามีภรรยา ความผูกพันของพี่น้องร่วมสาบาน และความเห็นใจเพื่อนมนุษย์แม้จะอยู่คนละฝ่าย เป็นมหากาพย์แอ็กชันและดราม่าที่ไม่ได้ขายแค่ความมัน แต่ขายความหนักแน่นของเจตจำนงคน ใครที่โตมากับตำนานสามก๊กจะยิ่งอินเป็นพิเศษ เพราะนี่คือการได้เห็นชื่อที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กอย่างโจโฉ เล่าปี่ ขงเบ้ง จิวยี่ และซุนกวน กลับมามีลมหายใจ มีแววตาลังเล มีรอยยิ้มมุมปากก่อนออกรบ และมีการตัดสินใจแบบมนุษย์จริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครในหนังสือเรียน ส่วนคนที่ไม่เคยรู้จักสามก๊กมาก่อนเลยก็ดูรู้เรื่องอย่างสบาย เพราะแก่นของมันเป็นสากลมาก นั่นคือเรื่องของคนกลุ่มเล็กที่ต้องรวมใจกันสู้กับยักษ์ใหญ่ เรื่องของปัญญาที่ต้องหาทางชนะกำลัง และเรื่องของศักดิ์ศรีที่บางครั้งก็สำคัญกว่าชีวิต ถ้าอยากสัมผัสหนังประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทั้งภาพกว้างตระการตา ดนตรีโอบล้อม และเกมการเมืองเข้มข้นจนลืมหายใจ ลองเปิดใจให้ สามก๊ก : โจโฉแตกทัพเรือ 1 พาไปยืนอยู่ริมผาแดงสักครั้ง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมศึกครั้งนี้ถึงถูกเล่าซ้ำมานับพันปีโดยไม่มีวันเก่า

เรื่องนี้คือ Red Cliff

แพ้เพียงครั้งเดียวคือสิ้นทุกอย่าง ทั้งแผ่นดิน บ้านเกิด ครอบครัว และสิทธิที่จะกำหนดชะตาของตัวเอง สำหรับฝ่ายใต้ในเวลานี้ความพ่ายแพ้ไม่ได้หมายถึงแค่การเสียทหาร vàiหมื่นนายในสนามรบ แต่หมายถึงการถูกกลืนหายไปทั้งก๊ก ผู้คนนับแสนจะต้องก้มหัวให้กับผู้พิชิตจากทางเหนือ เมืองที่เคยมีเสียงหัวเราะจะเหลือเพียงควันไฟและธงของศัตรูที่ปักอยู่เหนือกำแพง นั่นคือเดิมพันที่วางอยู่กลางโต๊ะเจรจาและในกระโจมบัญชาการทุกแห่ง ไม่มีที่ให้ถอยอีกแล้ว เพราะด้านหลังคือแม่น้ำกว้างและราษฎรที่ไม่มีอาวุธในมือ ถ้าพันธมิตรที่เพิ่งก่อตัวขึ้นมาอย่างสั่นคลอนนี้แตกสลายก่อนจะได้รบ ทุกอย่างก็จบลงตั้งแต่ยังไม่ทันได้เป่าแตรศึก

คนที่แบกเดิมพันนั้นไว้บนบ่ามีทั้งผู้นำ แม่ทัพ และที่ปรึกษาที่ต่างก็มีแผลในใจของตัวเอง จิวยี่ (Zhou Yu) ที่รับบทโดย เหลียงเฉาเหว่ย คือเสาหลักของฝ่ายใต้ เป็นแม่ทัพใหญ่ที่สุขุม เยือกเย็น และมองเกมขาดกว่าทุกคน เขารู้ดีว่ากำลังพลของตัวเองเทียบไม่ได้เลยกับกองทัพมหึมาที่กำลังเคลื่อนลงมา แต่ก็รู้เช่นกันว่าถ้าไม่สู้ตอนนี้ก็จะไม่มีโอกาสได้สู้อีกเลย ขณะที่ขงเบ้ง (Zhu Ge Liang) ที่รับบทโดย ทาเคชิ คาเนชิโร่ คือมันสมองจากฝ่ายเล่าปี่ ผู้เดินทางข้ามแคว้นมาเพื่อผูกมิตรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เขาไม่ได้มีทหารในมือมากมาย แต่มีวาทศิลป์ ความนิ่ง และสายตาที่อ่านใจคนออกอย่างน่าทึ่ง การพบกันของคนสองคนที่เก่งที่สุดในยุคของตัวเองจึงไม่ใช่แค่การจับมือกันทางการทหาร แต่คือการวัดใจกันในทุกประโยคที่เอ่ยออกมา

อีกฟากหนึ่งของกระดานคือโจโฉ (Cao Cao) ที่รับบทโดย จางเฟิงอี้ มหาอุปราชผู้กุมอำนาจราชสำนักและกองทัพนับแสน เขาไม่ใช่ตัวร้ายแบบแบน ๆ แต่เป็นนักปกครองทหารที่เชื่ออย่างสุดใจว่าแผ่นดินที่แตกเป็นเสี่ยง ๆ จะกลับมาสงบได้ก็ต่อเมื่อมีคนคนเดียวที่แข็งแกร่งพอจะรวบมันไว้ ความมั่นใจนั้นทำให้เขากล้าเคลื่อนทัพเรือขนาดใหญ่ลงใต้โดยไม่ลังเล รายล้อมด้วยขุนพลและที่ปรึกษาที่พร้อมพลีชีพเพื่อเขา ฝั่งตรงข้าม ซุนกวน (Sun Quan) ที่รับบทโดย จางเจิ้น ผู้นำหนุ่มแห่งง่อก๊กต้องตัดสินใจครั้งยากที่สุดในชีวิตว่าจะยอมสวามิภักดิ์เพื่อรักษาชีวิตคนของตัวเองไว้ชั่วคราว หรือจะเสี่ยงทั้งหมดเพื่อศักดิ์ศรีของแคว้น โดยมีเล่าปี่ (Liu Bei) ที่รับบทโดย โยวหย่งจือ ผู้พ่ายศึกมาหมาด ๆ และที่ปรึกษาอย่างโลซกคอยประคองพันธมิตรที่พร้อมจะร้าวอยู่ทุกเมื่อ เสริมด้วยขุนศึกอย่างจูล่ง (Zhao Yun) ที่รับบทโดย หูจวิน, กานซิง (Gan Xing) ที่รับบทโดย นากามูระ ชิโด, องค์หญิงซุนซ่างเซียง (Sun Shang Xiang) ที่รับบทโดย จ้าวเวย ผู้กล้าพอจะปลอมตัวล้วงข่าวในดงศัตรู และเสี่ยวเฉียว (Xiao Qiao) ที่รับบทโดย หลินจื้อหลิง ภรรยาของจิวยี่ผู้เป็นหัวใจอันอ่อนโยนท่ามกลางความแข็งกระด้างของสงคราม

โลกทั้งใบของหนังพาเราย้อนไปราวปีค.ศ. 208 ปลายราชวงศ์ฮั่นที่ศูนย์กลางอำนาจล่มสลายไปแล้ว เหลือเพียงขุนศึกต่างคนต่างตั้งตัวเป็นใหญ่ แผ่นดินภาคเหนืออยู่ใต้ธงของโจโฉอย่างเบ็ดเสร็จ ส่วนทางใต้คือผืนน้ำกว้างใหญ่ของแม่น้ำแยงซี หน้าผาสีแดงที่ถูกกัดเซาะจนกลายเป็นปราการธรรมชาติ หมอกยามเช้าที่ลอยเหนือผิวน้ำ ค่ายทหารที่ทอดยาวสุดลูกหูสุดตา เสียงกลองศึก เสียงฝีพาย เสียงธงผืนใหญ่สะบัดต้องลม บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ดูสวยเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้คนดูรู้สึกถึงขนาดที่แท้จริงของสงครามยุคโบราณ ที่การเคลื่อนกำลังพลแต่ละครั้งต้องใช้คนนับหมื่นและเสบียงมหาศาล ความยิ่งใหญ่แบบนี้มาพร้อมความอึดอัด เพราะทุกกระโจมเต็มไปด้วยการถกเถียงที่เดิมพันด้วยชีวิต ทุกมื้ออาหารอาจเป็นมื้อสุดท้ายก่อนออกเรือ และทุกความเงียบก่อนพายุฝนมักจะน่ากลัวกว่าเสียงดาบเสียอีก

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ต่างจากหนังสงครามที่เน้นแต่ฉากปะทะ คือจังหวะอารมณ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวเหมือนน้ำที่กำลังจะเดือด หนังใช้เวลาปูความสัมพันธ์อย่างใจเย็น ให้เราเห็นความไว้ใจที่ค่อย ๆ งอกขึ้นระหว่างคนต่างแคว้น จากความระแวงกลายเป็นความนับถือ จากพันธมิตรบนกระดาษกลายเป็นมิตรภาพลูกผู้ชายที่ยอมตายแทนกันได้ ขณะเดียวกันก็ให้เราเห็นความโดดเดี่ยวของผู้นำที่ต้องตัดสินใจโดยไม่มีใครช่วยรับผิดชอบแทนได้เลย ความตึงเครียดในห้องวางแผนจึงเข้มข้นไม่แพ้กลางสนามรบ เพราะคำพูดเพียงประโยคเดียวอาจเปลี่ยนทิศทางของกองเรือทั้งกองได้ อารมณ์โดยรวมจึงขรึม สง่างาม และมีไออุ่นของความเป็นมนุษย์แทรกอยู่เสมอ ทั้งความห่วงใยสามีภรรยา ความผูกพันของพี่น้องร่วมสาบาน และความเห็นใจเพื่อนมนุษย์แม้จะอยู่คนละฝ่าย เป็นมหากาพย์แอ็กชันและดราม่าที่ไม่ได้ขายแค่ความมัน แต่ขายความหนักแน่นของเจตจำนงคน

ใครที่โตมากับตำนานสามก๊กจะยิ่งอินเป็นพิเศษ เพราะนี่คือการได้เห็นชื่อที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็กอย่างโจโฉ เล่าปี่ ขงเบ้ง จิวยี่ และซุนกวน กลับมามีลมหายใจ มีแววตาลังเล มีรอยยิ้มมุมปากก่อนออกรบ และมีการตัดสินใจแบบมนุษย์จริง ๆ ไม่ใช่ตัวละครในหนังสือเรียน ส่วนคนที่ไม่เคยรู้จักสามก๊กมาก่อนเลยก็ดูรู้เรื่องอย่างสบาย เพราะแก่นของมันเป็นสากลมาก นั่นคือเรื่องของคนกลุ่มเล็กที่ต้องรวมใจกันสู้กับยักษ์ใหญ่ เรื่องของปัญญาที่ต้องหาทางชนะกำลัง และเรื่องของศักดิ์ศรีที่บางครั้งก็สำคัญกว่าชีวิต ถ้าอยากสัมผัสหนังประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ที่ทั้งภาพกว้างตระการตา ดนตรีโอบล้อม และเกมการเมืองเข้มข้นจนลืมหายใจ ลองเปิดใจให้ สามก๊ก : โจโฉแตกทัพเรือ 1 พาไปยืนอยู่ริมผาแดงสักครั้ง แล้วจะเข้าใจว่าทำไมศึกครั้งนี้ถึงถูกเล่าซ้ำมานับพันปีโดยไม่มีวันเก่า

เริ่มรับชม Red Cliff

นักแสดง

梁朝偉

梁朝偉

Zhou Yu
金城武

金城武

Zhu Ge Liang
张丰毅

张丰毅

Cao Cao
張震

張震

Sun Quan
จ้าว เวย์

จ้าว เวย์

Sun Shang Xiang
胡军

胡军

Zhao Yun
中村獅童

中村獅童

Gan Xing
林志玲

林志玲

Xiao Qiao
尤勇智

尤勇智

Liu Bei
侯勇

侯勇

Lu Su
佟大为

佟大为

Sun Shu Cai
宋佳

宋佳

Li Ji