

Ice Cream Man
รายละเอียดเรื่อง Ice Cream Man
เสียงกระดิ่งใส ๆ ลอยมาตามลมร้อนในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันหยุดฤดูร้อน แสงแดดสีทองสาดลงบนถนนยางมะตอยจนเป็นประกายระยิบระยับ เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังแข่งกับเมโลดี้ประจำรถที่คุ้นหูกันดี รถไอศกรีมสีขาวครีมคันเก่งค่อย ๆ ชะลอจอดตรงหัวมุมสวนสาธารณะ ประตูด้านข้างเปิดออกพร้อมรอยยิ้มกว้างของชายร่างท้วมในชุดสีขาวสะอาด มือที่สวมถุงมือยื่นโคนหวานเย็นให้เด็กน้อยคนแรกอย่างอ่อนโยน ภาพนั้นอบอุ่นจนแทบจะมีกลิ่นนมและวานิลลาลอยออกมานอกจอ แต่แล้วกล้องก็ค้างอยู่ที่รอยยิ้มนั้นนานเกินไปนิดหนึ่ง นานพอให้เรารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติซ่อนอยู่หลังแว่นตากลม ๆ กับหนวดที่จัดแต่งอย่างประณีตเกินคนขายของทั่วไป หนังพาเรามารู้จักแก๊งเด็กขาประจำหน้าร้อนอย่าง จาเร็ด (Jared) ที่รับบทโดย ชาร์ลี เซลต์เซอร์ เด็กช่างสังเกตผู้เป็นเหมือนพี่ใหญ่ของกลุ่ม เบนจิ (Benji) โดย โคล พาร์กส เด็กอ้วนอารมณ์ดีผู้มีไอศกรีมเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ทอมมี (Tommy) โดย ชิโลห์ โอไรล์ลี มีอา (Mia) โดย คิโอริ เมียร์ซา วาลด์แมน และ ลิซซี (Lizzie) โดย ซาราห์ แอบบอตต์ เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าปิดเทอมที่สนุกและโคนฟรีสักแท่งจากลุงใจดีประจำเมืองอย่าง โจนาธาน สไมลีย์ (Jonathan Smiley) ชายผู้เรียกตัวเองว่า The Ice Cream Man ที่รับบทโดย อารี มิลเลน เขาอยากเป็นที่รักของทุกคน อยากเห็นเด็ก ๆ ยิ้มเมื่อได้ลิ้มรสสูตรพิเศษของเขา ความปรารถนาอันบริสุทธิ์แบบผิดที่ผิดทางนี้เองคือเชื้อไฟของเรื่องทั้งหมด ความสยองค่อย ๆ ก่อตัวจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่มีใครยอมเชื่อ เด็กคนหนึ่งหายไปหลังได้ชิมรสชาติใหม่ เด็กอีกคนเริ่มพูดเพ้อถึงสิ่งที่เห็นในรถคันนั้น จาเร็ดกับเพื่อน ๆ จึงเริ่มสะกดรอยตามรถไอศกรีมด้วยจักรยานคู่ใจกับกล้องถ่ายรูปเก่า ๆ ขณะที่พ่อแม่อย่าง อลิสัน ที่รับบทโดย คาเรน คลิช มัวแต่โทษว่าเป็นเรื่องเหลวไหลของเด็กปิดเทอม บาทหลวงประจำเมืองที่รับบทโดย เบนจามิน ไบรอน เดวิส ก็พยายามกล่อมให้ทุกคนทำใจให้สงบ มีเพียง มาร์ตี ลุงท่าทางเพี้ยน ๆ ที่รับบทโดย อีไล รอธ ที่พูดเหมือนรู้อะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่มีใครอยากฟังคนอย่างเขา ยิ่งเด็ก ๆ ขุดลึกลงไป รอยยิ้มของสไมลีย์ก็ยิ่งกว้างขึ้น และเมืองทั้งเมืองก็ยิ่งเข้าใกล้จุดเดือด โลกของเรื่องคือเมืองชานเมืองอเมริกันขนาดเล็กที่ฤดูร้อนเหมือนจะไม่มีวันหมด สนามหญ้าหน้าบ้านที่ตัดแต่งอย่างดี สระน้ำพลาสติกหลังบ้าน เสียงจิ้งหรีดตอนหัวค่ำ และเสียงเพลงรถไอศกรีมที่ดังวนซ้ำจนหลอนหู งานภาพจงใจเก็บความรู้สึกแบบหนังสยองขวัญยุคปลายแปดศูนย์ถึงต้นเก้าศูนย์เอาไว้เต็ม ๆ ทั้งโทนสีอบอุ่นฟุ้ง ๆ ในตอนกลางวันกับแสงไฟนีออนเย็น ๆ ในฉากกลางคืน รถไอศกรีมคันเดียวกลายเป็นปราสาทเคลื่อนที่ ทั้งน่าดึงดูดและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน บรรยากาศแบบนี้เองที่ทำให้ความตลกกับความน่ากลัวอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ขัดเขิน ในเชิงธีม หนังไม่ได้มาแค่ขายฉากตกใจ แต่พูดถึงความไว้ใจแบบไร้เดียงสาที่เรามีต่อคนแปลกหน้าผู้มาพร้อมรอยยิ้มและของหวาน พูดถึงช่องว่างระหว่างโลกของเด็กที่เห็นความจริงกับโลกของผู้ใหญ่ที่เลือกจะหลับตา โทนของหนังจึงแกว่งอย่างตั้งใจระหว่างคอมเมดี้สายป่วนกับทริลเลอร์ไล่ล่า มุกตลกแบบเด็ก ๆ กับมุกสยองแบบผู้ใหญ่ผลัดกันตบหน้าคนดู คาแรกเตอร์ของสไมลีย์เองก็เดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างตัวตลกน่าสงสารกับปีศาจในคราบมนุษย์ พล็อตแบบนี้ชวนให้นึกถึงขนบของหนังแก๊งเด็กปะทะอสุรกายประจำเมืองที่คนดูหนังโตมากับมัน แต่ก็เล่าด้วยจังหวะและความโหดแบบยุคใหม่ที่กล้าไปไกลกว่าเดิม สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ควรค่าแก่การเปิดดูคือการแสดงของ อารี มิลเลน ที่หลายคนจำได้จากงานซีรีส์สายเข้มข้น คราวนี้เขาพลิกมาเป็นชายขายไอศกรีมที่ยิ้มตลอดเวลาแต่สายตาไม่เคยยิ้มตามได้อย่างน่าทึ่ง ส่วนแก๊งเด็กทั้งห้าคนก็เล่นรับส่งกันเป็นธรรมชาติเหมือนเพื่อนกันมาจริง ๆ ไม่ได้เป็นแค่เหยื่อให้ไล่เชือด เคมีของ จาเร็ด กับ เบนจิ ช่วยอุ้มพาร์ตตลกไว้ได้เยอะ ขณะที่การโผล่มารับบทสมทบของ อีไล รอธ ในฐานะนักทำหนังสายโหดตัวจริงก็เหมือนไข่แดงที่คนดูหนังจะยิ้มมุมปากทันทีที่เห็นหน้า ใครที่คิดถึงหนังสยองขวัญที่ทั้งขำ ทั้งลุ้น ทั้งแหวะแบบพอดี ๆ มี practical effect ให้เห็นจะ ๆ และมีหัวใจแบบหนังวัยเด็กปิดเทอม นี่คือหวานเย็นอีกแท่งที่ควรลองชิมด้วยตัวเองสักครั้ง

