

Red to Kill
รายละเอียดเรื่อง Red to Kill
ฮ่องกงในต้นยุคเก้าศูนย์ไม่เคยเป็นเมืองที่ใจดีกับผู้หญิงที่แตกต่าง ในตึกแถวแคบ ๆ แสงนีออนสีแดงสาดเข้าหน้าต่างทุกคืน เสียงแตรรถ เสียงทะเลาะกันหลังบาร์ และสายตาของผู้คนที่พร้อมจะตัดสินทุกฝีก้าว มันคือแรงกดดันที่มองไม่เห็นแต่หนักอึ้งอยู่บนบ่า โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่นอกกรอบความปกติของสังคม ไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็เหมือนมีกำแพง มีระเบียบ มีคำว่าอันตรายและความไม่เหมาะสมคอยล้อมไว้หมด ยิ่งในโลกของหนังเกรดสามฮ่องกงยุคนั้น บรรยากาศแบบนี้ยิ่งเข้มข้น ทั้งอับชื้น ทั้งเร่าร้อน และทั้งไม่ปลอดภัยในเวลาเดียวกัน ท่ามกลางแรงบีบนั้นเอง เราได้พบกับ หมิงหมิง ยุกกง (Ming-Ming Yuk Kong) หญิงสาววัยผู้ใหญ่ที่รับบทโดย จงซู่ฮุ่ย (鐘淑慧) เธอไม่ใช่คนอ่อนแออย่างที่คนรอบข้างชอบนิยาม แต่เป็นผู้หญิงที่มีโลกส่วนตัวของตัวเองอย่างชัดเจน ทั้งความอ่อนไหว ความต้องการ และความปรารถนาที่จะถูกรักเหมือนผู้หญิงทั่วไป เพียงแต่สังคมรอบตัวกลับมองเธอด้วยสายตาเวทนาปนหวาดระแวง ทำให้ทุกความรู้สึกของเธอถูกตีความว่าเปราะบางเกินไป หรือมากเกินไปอยู่เสมอ การแสดงของจงซู่ฮุ่ยในเรื่องนี้จึงมีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งน่าถนอมและน่าหลงใหลในคราวเดียวกัน เพราะเธอถ่ายทอดผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวคนหนึ่งซึ่งกำลังเรียนรู้ร่างกายและหัวใจของตัวเอง ความสัมพันธ์ที่เป็นหัวใจของเรื่องคือสายใยระหว่างหมิงหมิงกับ กาโลก เฉิง (Ka Lok Cheung) ที่รับบทโดย หลูหมินอี๋ (盧敏儀) ทั้งสองเป็นเหมือนพี่น้องที่ไม่ได้ผูกกันด้วยสายเลือด แต่ผูกกันด้วยความเข้าใจ กาโลกเป็นผู้หญิงทำงานหาเช้ากินค่ำที่มองโลกตามความเป็นจริง คอยดูแล คอยเตือน และคอยเป็นกำแพงด่านแรกให้หมิงหมิงในวันที่โลกภายนอกดูโหดร้ายเกินไป ขณะเดียวกันเธอก็เป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่กล้าพูดกับหมิงหมิงตรง ๆ เรื่องความเป็นผู้หญิง เรื่องความรัก และเรื่องแรงปรารถนาที่ไม่ควรต้องอับอาย บทสนทนาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเป็นธรรมชาติของหญิงสาววัยผู้ใหญ่ที่ไว้ใจกันมากพอจะเปลือยความในใจให้กันฟังโดยไม่ต้องเสแสร้ง จังหวะของชีวิตที่เคยสงบเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อ ชีไว ชาน (Chi Wai Chan) ชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่รับบทโดย อู๋ยี่เจียง (吳毅將) ก้าวเข้ามาในวงโคจรของเขาเป็นคนนอกที่ดูอบอุ่น พูดจาดี และมองหมิงหมิงในแบบที่ไม่มีใครเคยมอง คือมองในฐานะผู้หญิงที่น่าค้นหาคนหนึ่ง ไม่ใช่คนที่ต้องดูแลตลอดเวลา ความใกล้ชิดที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ปลุกสัญชาตญาณความเป็นหญิงในตัวหมิงหมิงให้ตื่นขึ้น ทั้งความตื่นเต้น ความอยากรู้อยากลอง และความกลัวที่จะผิดหวังปะปนกันไปหมด ขณะที่กาโลกเองก็สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่างที่ซ่อนอยู่หลังรอยยิ้มนั้น ไม่นับรวมบรรยากาศในสถานพักฟื้นและละแวกบ้านที่มีตัวละครอย่างคนไข้ชายที่ทุกคนเรียกว่า Ugly Mental Patient ซึ่งรับบทโดย ปาตเหลียงกัม (八兩金) คอยวนเวียนอยู่รอบ ๆ เป็นภาพสะท้อนของสังคมชายขอบที่ถูกมองข้าม ยิ่งหมิงหมิงเข้าใกล้ชีไวมากขึ้นเท่าไร เส้นแบ่งระหว่างความรัก ความหลง และอันตรายก็ยิ่งพร่าเลือนมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่ทำให้ เยิกซัด แตกต่างจากหนังอีโรติกทั่วไปของยุคนั้นคือมันไม่ได้ใช้ความเย้ายวนเป็นแค่เครื่องประดับฉาก แต่มันใช้ร่างกายและความปรารถนาเป็นภาษาของคนที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคม สีแดงตามชื่อเรื่อง Red to Kill จึงไม่ใช่แค่สีของเลือดหรือสีของโคมไฟยามค่ำคืน แต่มันคือสีของอารมณ์ที่ถูกกดทับมานาน ทั้งความเหงา ความต้องการจะยืนยันว่าตัวเองก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เลือกได้ รู้สึกได้ และมีสิทธิ์จะมีความสุขได้ หนังพาคนดูไปสำรวจคำถามที่แหลมคมมากสำหรับหนังฮ่องกงปี 1994 ว่าสังคมจะยอมรับความปรารถนาของผู้หญิงที่ตัวเองตราหน้าว่าไม่ปกติได้แค่ไหน และเมื่อผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาทวงคืนร่างกายของตัวเอง ใครกันแน่ที่ควรจะหวาดกลัว นี่คือหนังสำหรับคนดูที่ชอบงานดราม่าอีโรติกยุคเก่าฮ่องกงแบบถึงเครื่อง ทั้งบรรยากาศดิบ ๆ การแสดงที่ทุ่มสุดตัว และพล็อตที่ค่อย ๆ บีบให้ลุ้นไปกับชะตาของตัวละคร หากคุณอยากเห็นอีกด้านของเสน่ห์นางเอกหนังเกรดสามที่ไม่ได้มีแค่ความเซ็กซี่ แต่มีทั้งความเปราะบางและความกล้าหาญของหญิงสาววัยผู้ใหญ่ที่อยากมีรักเป็นของตัวเอง เรื่องนี้คือหนึ่งในงานที่ควรเปิดใจลองดูสักครั้ง แล้วปล่อยให้แสงสีแดงของเมืองพาคุณดำดิ่งไปกับความรู้สึกของหมิงหมิงจนถึงนาทีสุดท้าย
