Godzilla: Planet of the Monsters

Godzilla: Planet of the Monsters

ก็อดซิลล่า ดาวเคราะห์แห่งสัตว์ประหลาด
★ 6.3/10 2017 89 นาที ภาพยนตร์ นิยายวิทยาศาสตร์ บู๊ แอนนิเมชั่น

รายละเอียดเรื่อง Godzilla: Planet of the Monsters

คนที่คุ้นเสียงของ มาโมรุ มิยาโนะ ในบทพระเอกหนุ่มเลือดร้อนที่ทั้งเก่งทั้งดื้อ คงจำน้ำเสียงแบบนั้นได้ดี และในครั้งนี้เขามารับบทเป็น Haruo Sakaki (ฮารุโอะ ซากากิ) ชายหนุ่มที่แบกความแค้นมาตั้งแต่วัยเด็ก วันที่พ่อแม่ต้องตายไปต่อหน้าต่อตาเพราะเงาร่างมหึมาของสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์เรียกว่าก็อดซิลล่า ฮารุโอะไม่ใช่ทหารที่เก่งที่สุด ไม่ใช่ผู้นำโดยตำแหน่ง แต่เป็นคนที่ไม่ยอมลืม และไม่ยอมให้อภัยตัวเองที่ต้องหนี เคียงข้างเขาคือ ทากาฮิโระ ซากูราอิ ในบท Metphies (เม็ตฟีส) นักบวชต่างเผ่าพันธุ์ผู้สุขุมลุ่มลึก กับ คานะ ฮานาซาว่า ในบท Yuko Tani (ยูโกะ ทานิ) หญิงสาวนักบินผู้เติบโตมาบนยานอพยพพร้อมกับความผูกพันเงียบ ๆ ที่มีต่อฮารุโอะ ปมของเรื่องไม่ได้เริ่มจากการล่า แต่เริ่มจากการกลับไปหาความพ่ายแพ้ของตัวเอง หลังจากที่มนุษยชาติพ่ายแพ้อย่างหมดรูปจนต้องทิ้งโลกแล้วลอยคว้างอยู่ในอวกาศอย่างไร้จุดหมายมานานหลายสิบปี แผนการหาดาวดวงใหม่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เสบียงร่อยหรอ ความหวังยิ่งร่อยหรอ ฮารุโอะจึงลุกขึ้นมาพร้อมแผนการที่ใครฟังก็ว่าบ้า นั่นคือหันหัวยานกลับไปยังโลกใบเดิมที่จากมา เพื่อโค่นราชาที่เคยขับไล่พวกเขาออกมา ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะทวงบ้านคืน อีกฝ่ายมองว่านี่คือการพาคนที่เหลือไปตาย ความขัดแย้งจึงไม่ใช่แค่คนกับสัตว์ประหลาด แต่คือคนกับความกลัวของตัวเอง ว่าจะสู้อีกครั้งหรือจะยอมจำนนอย่างเงียบ ๆ โลกที่พวกเขากลับไปเหยียบนั้นไม่ใช่โลกในความทรงจำอีกต่อไป ด้วยผลของเวลาในอวกาศ ผืนดินแห่งนี้ได้ผ่านไปนานนับหมื่นปี ป่าแปลกประหลาดที่วิวัฒนาการขึ้นมาใหม่ปกคลุมทุกอย่างจนไม่เหลือเค้าเมืองเดิม ระบบนิเวศทั้งผืนถูกบิดให้เข้าหาผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่เพียงหนึ่งเดียว งานภาพของ Polygon Pictures ถ่ายทอดภูมิประเทศแบบนี้ออกมาได้น่าขนลุก ทั้งเงียบ กว้าง และกดทับ ท้องฟ้าสูงโปร่งแต่กลับรู้สึกหายใจไม่ออก พื้นดินชื้นแฉะเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยเห็น ทุกย่างก้าวของหน่วยสำรวจที่นำโดย โทโมกาซุ ซูงิตะ ในบท Martin Lazzari (มาร์ติน ลาซซารี) นักวิทยาศาสตร์ผู้ยึดตรรกะ กับ ยูกิ คาจิ ในบท Adam Bindewald (อดัม บินเดวัลด์) นายทหารหนุ่ม เต็มไปด้วยความรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปในรังของบางสิ่งที่ใหญ่เกินเข้าใจ ในเชิงโทน นี่ไม่ใช่หนังไคจูที่เน้นให้สัตว์ประหลาดออกมาอาละวาดถล่มเมืองแบบที่คุ้นเคย แต่เป็นไซไฟมหากาพย์ที่เล่าด้วยจังหวะนิ่งและหนักแน่น ความน่ากลัวไม่ได้มาจากเสียงระเบิด แต่มาจากการตระหนักว่ามนุษย์ตัวเล็กแค่ไหนเมื่อเทียบกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ก็อดซิลล่าในภาคนี้ไม่ได้เป็นแค่สัตว์ร้าย แต่เป็นเหมือนกฎของธรรมชาติที่มีชีวิต ยืนนิ่ง ไม่เร่ง ไม่ไล่ แต่ไม่มีอะไรโค่นมันลงได้ บรรยากาศแบบนี้ทำให้ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยความหม่นแบบคนพลัดถิ่น ความคิดถึงบ้านที่ไม่มีวันเหมือนเดิม และคำถามที่คอยหลอกหลอนว่าเรากำลังทวงสิ่งที่ควรเป็นของเรา หรือแค่ดื้อดึงไม่ยอมรับว่ายุคของเราได้จบไปแล้ว สิ่งที่ทำให้หนังมีเสน่ห์เฉพาะตัวคือการวางให้ตัวละครแต่ละเผ่าพันธุ์ ทั้งมนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาวอย่างเอ็กซิฟกับบิลซาลุด มีศรัทธาและเหตุผลของตัวเอง บทสนทนาเรื่องพระเจ้า วิทยาศาสตร์ การแก้แค้น และการอยู่รอด จึงแทรกเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ยัดเยียด แต่ชวนให้คิดตามว่าถ้าเป็นเราจะเลือกเชื่อฝ่ายไหน ฮารุโอะเองก็ไม่ใช่ฮีโร่ขาวสะอาด เขาเต็มไปด้วยโทสะและความหมกมุ่น จนบางครั้งคนดูต้องตั้งคำถามว่าความมุ่งมั่นของเขาคือความกล้าหาญหรือคือบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา มิติแบบนี้เองที่ทำให้เรื่องราวของแอนิเมชันไซไฟบู๊เรื่องนี้ดูลึกกว่าหนังสัตว์ประหลาดทั่วไป ใครที่โตมากับตำนานก็อดซิลล่าและอยากเห็นมุมใหม่ที่ใหญ่ขึ้น เศร้าขึ้น และเป็นปรัชญามากขึ้น นี่คือภาคที่ควรเปิดใจลอง เพราะมันพาตำนานอายุกว่าครึ่งศตวรรษไปสู่สเกลระดับดาวเคราะห์อย่างแท้จริง ทั้งงานดีไซน์สิ่งมีชีวิต เสียงคำรามต่ำลึกที่สั่นถึงอก และภาพของเงามหึมาที่ทอดผ่านป่า ล้วนสร้างความรู้สึกทึ่งปนหวาดหวั่นแบบที่หนังคนแสดงให้ไม่ได้ เป็นการเริ่มต้นไตรภาคแอนิเมชันที่ไม่ได้ชวนให้ลุ้นแค่ว่าจะชนะอย่างไร แต่ชวนให้เฝ้าดูว่ามนุษย์ที่เหลือเพียงหยิบมือ จะนิยามคำว่าบ้านและความเป็นมนุษย์ต่อไปอย่างไรในโลกที่ไม่ได้เป็นของพวกเขาอีกแล้ว

เรื่องนี้คือ Godzilla: Planet of the Monsters

คนที่คุ้นเสียงของ มาโมรุ มิยาโนะ ในบทพระเอกหนุ่มเลือดร้อนที่ทั้งเก่งทั้งดื้อ คงจำน้ำเสียงแบบนั้นได้ดี และในครั้งนี้เขามารับบทเป็น Haruo Sakaki (ฮารุโอะ ซากากิ) ชายหนุ่มที่แบกความแค้นมาตั้งแต่วัยเด็ก วันที่พ่อแม่ต้องตายไปต่อหน้าต่อตาเพราะเงาร่างมหึมาของสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์เรียกว่าก็อดซิลล่า ฮารุโอะไม่ใช่ทหารที่เก่งที่สุด ไม่ใช่ผู้นำโดยตำแหน่ง แต่เป็นคนที่ไม่ยอมลืม และไม่ยอมให้อภัยตัวเองที่ต้องหนี เคียงข้างเขาคือ ทากาฮิโระ ซากูราอิ ในบท Metphies (เม็ตฟีส) นักบวชต่างเผ่าพันธุ์ผู้สุขุมลุ่มลึก กับ คานะ ฮานาซาว่า ในบท Yuko Tani (ยูโกะ ทานิ) หญิงสาวนักบินผู้เติบโตมาบนยานอพยพพร้อมกับความผูกพันเงียบ ๆ ที่มีต่อฮารุโอะ

ปมของเรื่องไม่ได้เริ่มจากการล่า แต่เริ่มจากการกลับไปหาความพ่ายแพ้ของตัวเอง หลังจากที่มนุษยชาติพ่ายแพ้อย่างหมดรูปจนต้องทิ้งโลกแล้วลอยคว้างอยู่ในอวกาศอย่างไร้จุดหมายมานานหลายสิบปี แผนการหาดาวดวงใหม่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เสบียงร่อยหรอ ความหวังยิ่งร่อยหรอ ฮารุโอะจึงลุกขึ้นมาพร้อมแผนการที่ใครฟังก็ว่าบ้า นั่นคือหันหัวยานกลับไปยังโลกใบเดิมที่จากมา เพื่อโค่นราชาที่เคยขับไล่พวกเขาออกมา ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือโอกาสสุดท้ายที่จะทวงบ้านคืน อีกฝ่ายมองว่านี่คือการพาคนที่เหลือไปตาย ความขัดแย้งจึงไม่ใช่แค่คนกับสัตว์ประหลาด แต่คือคนกับความกลัวของตัวเอง ว่าจะสู้อีกครั้งหรือจะยอมจำนนอย่างเงียบ ๆ

โลกที่พวกเขากลับไปเหยียบนั้นไม่ใช่โลกในความทรงจำอีกต่อไป ด้วยผลของเวลาในอวกาศ ผืนดินแห่งนี้ได้ผ่านไปนานนับหมื่นปี ป่าแปลกประหลาดที่วิวัฒนาการขึ้นมาใหม่ปกคลุมทุกอย่างจนไม่เหลือเค้าเมืองเดิม ระบบนิเวศทั้งผืนถูกบิดให้เข้าหาผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่เพียงหนึ่งเดียว งานภาพของ Polygon Pictures ถ่ายทอดภูมิประเทศแบบนี้ออกมาได้น่าขนลุก ทั้งเงียบ กว้าง และกดทับ ท้องฟ้าสูงโปร่งแต่กลับรู้สึกหายใจไม่ออก พื้นดินชื้นแฉะเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยเห็น ทุกย่างก้าวของหน่วยสำรวจที่นำโดย โทโมกาซุ ซูงิตะ ในบท Martin Lazzari (มาร์ติน ลาซซารี) นักวิทยาศาสตร์ผู้ยึดตรรกะ กับ ยูกิ คาจิ ในบท Adam Bindewald (อดัม บินเดวัลด์) นายทหารหนุ่ม เต็มไปด้วยความรู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปในรังของบางสิ่งที่ใหญ่เกินเข้าใจ

ในเชิงโทน นี่ไม่ใช่หนังไคจูที่เน้นให้สัตว์ประหลาดออกมาอาละวาดถล่มเมืองแบบที่คุ้นเคย แต่เป็นไซไฟมหากาพย์ที่เล่าด้วยจังหวะนิ่งและหนักแน่น ความน่ากลัวไม่ได้มาจากเสียงระเบิด แต่มาจากการตระหนักว่ามนุษย์ตัวเล็กแค่ไหนเมื่อเทียบกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ก็อดซิลล่าในภาคนี้ไม่ได้เป็นแค่สัตว์ร้าย แต่เป็นเหมือนกฎของธรรมชาติที่มีชีวิต ยืนนิ่ง ไม่เร่ง ไม่ไล่ แต่ไม่มีอะไรโค่นมันลงได้ บรรยากาศแบบนี้ทำให้ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยความหม่นแบบคนพลัดถิ่น ความคิดถึงบ้านที่ไม่มีวันเหมือนเดิม และคำถามที่คอยหลอกหลอนว่าเรากำลังทวงสิ่งที่ควรเป็นของเรา หรือแค่ดื้อดึงไม่ยอมรับว่ายุคของเราได้จบไปแล้ว

สิ่งที่ทำให้หนังมีเสน่ห์เฉพาะตัวคือการวางให้ตัวละครแต่ละเผ่าพันธุ์ ทั้งมนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาวอย่างเอ็กซิฟกับบิลซาลุด มีศรัทธาและเหตุผลของตัวเอง บทสนทนาเรื่องพระเจ้า วิทยาศาสตร์ การแก้แค้น และการอยู่รอด จึงแทรกเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้ยัดเยียด แต่ชวนให้คิดตามว่าถ้าเป็นเราจะเลือกเชื่อฝ่ายไหน ฮารุโอะเองก็ไม่ใช่ฮีโร่ขาวสะอาด เขาเต็มไปด้วยโทสะและความหมกมุ่น จนบางครั้งคนดูต้องตั้งคำถามว่าความมุ่งมั่นของเขาคือความกล้าหาญหรือคือบาดแผลที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา มิติแบบนี้เองที่ทำให้เรื่องราวของแอนิเมชันไซไฟบู๊เรื่องนี้ดูลึกกว่าหนังสัตว์ประหลาดทั่วไป

ใครที่โตมากับตำนานก็อดซิลล่าและอยากเห็นมุมใหม่ที่ใหญ่ขึ้น เศร้าขึ้น และเป็นปรัชญามากขึ้น นี่คือภาคที่ควรเปิดใจลอง เพราะมันพาตำนานอายุกว่าครึ่งศตวรรษไปสู่สเกลระดับดาวเคราะห์อย่างแท้จริง ทั้งงานดีไซน์สิ่งมีชีวิต เสียงคำรามต่ำลึกที่สั่นถึงอก และภาพของเงามหึมาที่ทอดผ่านป่า ล้วนสร้างความรู้สึกทึ่งปนหวาดหวั่นแบบที่หนังคนแสดงให้ไม่ได้ เป็นการเริ่มต้นไตรภาคแอนิเมชันที่ไม่ได้ชวนให้ลุ้นแค่ว่าจะชนะอย่างไร แต่ชวนให้เฝ้าดูว่ามนุษย์ที่เหลือเพียงหยิบมือ จะนิยามคำว่าบ้านและความเป็นมนุษย์ต่อไปอย่างไรในโลกที่ไม่ได้เป็นของพวกเขาอีกแล้ว

เริ่มรับชม Godzilla: Planet of the Monsters

นักแสดง

มาโมรุ มิยาโนะ

มาโมรุ มิยาโนะ

Haruo Sakaki (voice)
ทากาฮิโระ ซากูราอิ

ทากาฮิโระ ซากูราอิ

Metphies (voice)
คานะ ฮานาซาว่า

คานะ ฮานาซาว่า

Yuko Tani (voice)
โทโมกาซุ ซูงิตะ

โทโมกาซุ ซูงิตะ

Martin Lazzari (voice)
ยูกิ คาจิ

ยูกิ คาจิ

Adam Bindewald (voice)
จุนอิจิ ซูวาเบะ

จุนอิจิ ซูวาเบะ

Mulu-elu Galu-gu (voice)
ไดซูเกะ โอโนะ

ไดซูเกะ โอโนะ

Eliott Leland (voice)
เค็นตะ มิยาเกะ

เค็นตะ มิยาเกะ

Rilu-elu Belu-be (voice)
โฮริอุจิ เคนยู

โฮริอุจิ เคนยู

Unberto Mori (voice)
นากาอิ คาซึยะ

นากาอิ คาซึยะ

Halu-elu Dolu-do (voice)
คาซูฮิโระ ยามาจิ

คาซูฮิโระ ยามาจิ

Endurph (voice)
คาเนฮิระ ยามาโมโตะ

คาเนฮิระ ยามาโมโตะ

Takeshi J. Hamamoto (voice)